็นอาหารรสชาติโอชะ
หลินชิงเวยไม่รอให้เซียวจิ่นเข้ามานางก็นั่งลงริมโต๊ะอย่างไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ เซียวเยี่ยนอุ้มเซียวจิ่นลงมาจากเตียงและวางลงบนเก้าอี้รถเข็น เข็นเขาเข้ามาที่โต๊ะเสวยเมื่อเขาเห็นเช่นนี้จึงอดที่จะขมวดคิ้วและพูดเสียงเย็นไม่ได้ว่า “หลินเจาอี๋ เจ้าระมัดระวังเรื่องกฎเกณฑ์สักหน่อย”
ฮ่องเต้ยังไม่ได้ประทับนั่ง นางเป็นเพียงเจาอี๋คนหนึ่งจะนั่งได้อย่างไรกัน
เพียงแต่ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
หลินชิงเวยแบ่งตะเกียบและถ้วยชาม อารมณ์ดีไม่เลวทีเดียว ปากยังพูดอย่างเกียจคร้านว่า “เสด็จอา คนในครอบครัวเดียวกันนั่งกินข้าว ท่านจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไปเพื่ออะไรกันเล่า?”
เซียวจิ่นกล่าวกลั้วหัวเราะ “เสด็จอา นางหิวจะแย่แล้ว กฎเกณฑ์เหล่านี้ละเว้นไปเถิด อย่างไรอาหารโต๊ะใหญ่ขนาดนี้ เจิ้นไม่เชื่อว่านางจะกินหมด”
หลินชิงเวยส่งตะเกียบให้เซียวจิ่น แล้วค่อยส่งให้เซียวเยี่ยนหนึ่งคู่พร้อมกับกลอกตาขาวให้เขาครั้งหนึ่ง “ได้ยินแล้วหรือไม่ นี่จึงจะเรียกว่าเข้าอกเข้าใจผู้อื่น”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวจิ่นแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานเล็กน้อย
หลายวันมานี้หลินชิงเวยแทบจะไม่ได้กินอาหารที่ครบมื้อ ยามนี้นางแทบจะกระโจนใส่อาหารราวกับจิ้งจอกผู้หิวโหย นางไม่เหมือนเซียวจิ่นและเซียวเยี่ยนที่มีความสูงศักดิ์อยู่ในสายเลือดถือกำเนิดมาพร้อมความสง่างาม ต่อให้หิวโหยแทบตายก็ยังต้องรักษาท่าทีให้ดูดีอยู่เสมอ หลินชิงเวยกินอาหารอย่