หลินชิงเวยหยุดฝีเท้าแล้วจับหูของตน ชัดเจนยิ่งนักว่าแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าราวกับบุปผาในฤดูคิมหันต์ “ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
เซียวเยี่ยนยังคงมีสีหน้านิ่งสนิทดังเดิม เขาสะบัดแขนเสื้อเดินผ่านร่างของหลินชิงเวยและพูดขึ้นว่า “ได้ยินไม่ชัดเจนก็แล้วไปเถิด”
คนทั้งสองเดินไปพร้อมกับสนทนากันไป ไม่นานนักก็เดินมาสุดปลายทางของถนนเส้นเล็กที่มีต้นไทรสองข้างทางไปถึงเบื้องหน้าทิงจู๋เซวียน คนทั้งสองยืนอยู่หน้าประตู ภายในทิงจู๋เซวียนเงียบสงบ ประตูเรือนเปิดออกกว้างทว่ากลับไม่มีนางกำนัลเฝ้าอยู่แม้แต่คนเดียว ดูเหมือนกำลังรอคอยให้พวกเขาก้าวเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
หลินชิงเวยอดที่จะคิดถึงภาพเหตุการณ์ครั้งแรกที่นางหลงทางแล้วมาถึงที่นี่ไม่ได้ แม้กลิ่นอายจากเรือนร่างของจู๋กุ้ยเหรินจะทำให้นางรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ภาพเหตุการณ์ของยวนยวนกลางน้ำค้างใต้ต้นไทรทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่บ้าง แต่เมื่อแรกที่นางได้พบกับจู๋กุ้ยเหรินนางรู้สึกตกตะลึง บุคลิกและการพูดการจาของจู๋กุ้ยเหรินล้วนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
ขณะนั้นแม้หลินชิงเวยจะป้องกันต่อนาง แต่กลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจนาง
หลินชิงเวยทอดถอนใจเล็กน้อย “การวิเคราะห์ของพวกเราจะถูกหรือผิด ยังคงต้องพิสูจน์สักหน่อย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการล่วงเกินคนดี” พูดแล้วก็หยิบขวดกระเบื้องออกมาขวดหนึ่งขึ้นมาเปิดฝาจุกขวดแล้ววางลงบนพื้น “โชคดีที่เมื่อวานข้าเก็บมันเอาไว้ตั