อันใดกันไยจึงขมเช่นนี้?”
“หวงเหลียน[1]!” หลินชิงเวยเห็นคิ้วของเซียวเยี่ยนที่ย่นยู่แล้วรู้สึกดีขึ้นมากจึงเอ่ยขึ้นว่า “นี่เรียกว่ามีทุกข์ร่วมต้านอย่างไรเล่า ยามนี้รู้สึกสมองปลอดโปร่งขึ้นมากใช่หรือไม่?”
ต่อมาคนทั้งสองจึงเดินมุ่งหน้าต่อไป ภายในมวลอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมชนิดหนึ่งผนวกกับเสียงพิณที่ลอยละล่องนั้นดูเหมือนไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขา ความขมฝาดเฝื่อนในปากนั้นแทบจะทำให้หลินชิงเวยน้ำตาไหล ผู้ใดเล่าจะมีกะจิตกะใจจะไปชื่นชมการบรรเลงพิณของผู้อื่น
เข้ามาถึงในลานเรือน เสียงพิณนั้นดังออกมาจากห้องห้องหนึ่ง และหน้าประตูห้องนั้นมีนางกำนัลคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองเข้ามาราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ดูจากเค้าโครงใบหน้าของนางกำนัลผู้นี้แล้วมิใช่นางกำนัลในวังหลวงแต่เดิม แต่ควรจะเป็นสาวใช้ที่มาพร้อมกับการแต่งงานออกเรือนของจู๋กุ้ยเหริน อายุน้อยนิดทว่าดวงตาของนางกำนัลผู้นั้นกลับคมปลาบประดุจอินทรีย์ ดวงตาคู่นั้นจับจ้องคนทั้งสองไม่วางตา
เซียวเยี่ยนพลันยกมือขึ้นมาผลักหลินชิงเวยไปด้านข้างและพูดเสียงต่ำว่า “เจ้ายืนไปด้านข้างสักหน่อย อีกประเดี๋ยวจะทำร้ายถูกเจ้า”
หลินชิงเวยแจ่มแจ้ง นางกำนัลผู้นี้จะต้องมีวรยุทธ์เป็นแน่
เพียงแค่คิดมาถึงตรงนี้นางกำนัลพลันเหินกายพุ่งกระโจนเข้ามาตรงเข้าลงมือโจมตีเซียวเยี่ยนก่อน การเคลื่อนไหวของนางรวดเร็วว่องไวอย่างยิ่ง ชายกระโปรงของนางกำนัลสะบัดพลิ้วไปมากลางอากา