บเป็นเรื่องแปลกประหลาดหรือไม่?”
เซียวเยี่ยนมองนางเงียบๆ มุ่งหน้าเดินต่อไป
“ท่านเหนื่อยหรือไม่?” หลินชิงเวยถามอีก
“เหนื่อย เจ้าก็จะไม่งอแงให้เปิ่นหวางอุ้มแล้วหรือไร” เซียวเยี่ยนพูดเนิบๆ แต่กลับทำให้ความห่างเหินของคนทั้งสองลดน้อยลงอย่างเงียบๆ
“ท่านอาแบกได้นี่นา”
“ใกล้จะถึงแล้ว”
ในที่สุดก็มาถึงกึ่งกลางภูเขา เซียวเยี่ยนวางหลินชิงเวยลงบนพื้น บริเวณกึ่งกลางภูเขาถูกปูพื้นด้วยกระเบื้องหินสีเขียวอมดำทั้งมันวาวและเรียบลื่น
เงยหน้ามองขึ้นไปเห็นทางเข้าสุสาน เป็นประตูทรงสี่เหลี่ยมรูปสัตว์ ท่ามกลางม่านรัตติกาลดูไปแล้วเหมือนปากอันใหญ่โตของสัตว์ร้ายกำลังหลอกล่อดึงดูดเหยื่อเข้าไป ความน่าเกรงขามมีมากกว่ายามกลางวัน
ละแวกใกล้เคียงมีภูเขาอีกลูกหนึ่ง เป็นภูเขาร้างผู้คน ยามรักษาการณ์เฝ้าสุสานมีไม่มาก พวกเขาล้วนอาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา เมื่อสักครู่พวกเขผ่านด่านเข้ามา ป้ายคำสั่งของเซ่อเจิ้งอ๋องไปถึงที่ไหนล้วนเปิดทางได้สะดวกยิ่ง มาถึงข้างบนภูเขามีเพียงความว่างเปล่า ข้างบนนี้นอกจากหลินชิงเวยและเซียวเยี่ยนแล้ว ไม่มียามรักษาการณ์เฝ้าสุสานแม้แต่คนเดียว