ดินออกจากตำหนักฉางเหยี่ยน
นางเชื่อคำพูดของหลินชิงเวยมากกว่าครึ่ง ในใจคิดว่ารอให้เจ้าหนอนตัวนี้ไปถึงที่หมาย นางย่อมรู้ว่าฆาตกรอยู่ที่ใด ถึงยามนี้ค่อยนำความไปบอกกับองครักษ์ในวังหลวงมาจับกุมฆาตกร เรื่องนี้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ปี้หลิงอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงภาพที่นางสร้างความดีความชอบสำเร็จ หัวใจของนางเต้นตุบๆ อย่างกระวนกระวาย
หลังจากออกจากตำหนักฉางเหยี่ยน มันเดินไปอีกนาน ปี้หลิงทุ่มเทความรู้สึกนึกคิดไปกับการเดินของหนอนตัวนั้นลืมกระทั่งว่าตนเองกำลังเดินไปทิศทางใด ใต้ป่าไม้ร่มเย็น นางเดินไปถึงทางเดินยาวเล็กๆ ทั้งสองข้างทางมีต้นไทรที่บดบังแสงตะวัน รากของต้นไทรอันเก่าแก่งอกออกมาบนพื้นดิน รากไทรเหล่านั้นเหมือนหนวดเคราของคนชรา
ในที่สุด เส้นทางสายนี้ก็มาถึงปลายทาง เบื้องหน้าขึ้นไปอีกเป็นเรือนหลังเล็กที่อยู่ในที่เปลี่ยวหลังหนึ่ง มีสายลมพัดออกมาจากในเรือน เสียงกระทบกันของใบไผ่ดังขึ้นซ่าๆ ใบไผ่ที่แน่นหนา ลำไผ่ที่คดโค้งไปมา ล้วนสูงกว่าหลังคาของเรือนหลังเล็กแห่งนี้ ยามนี้มันกำลังส่ายไปเอนซ้ายเอนขวาไปมา ราวกับกำลังกวักมือให้กับปี้หลิงต้อนรับนางเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
ปี้หลิงเบิกตาโต มองหนอนตัวนั้นเลื้อยเข้าไปในประตูหลัก ที่น่าประหลาดก็คือหน้าประตูหลักไม่มีข้ารับใช้เฝ้าอยู่แม้แต่คนเดียว
ปี้หลิงเงยหน้ามองขึ้นไป บนขื่อประตูมีตัวอักษรเขียนไว้สามตัว–ทิงจู๋เซวียน
ปี้หลิงเป็นคนเก่าแก่ในวังหลวง นางไหนเลยจ