มาจากหนานเจียงใช่หรือไม่?”
กู้หมิงเฟิ่งอึกอัก
หลินชิงเวยผงกศรีษะ “เจ้ามาจากหนานเจียง เจ้าทำอะไรอยู่ที่หนานเจียง?”
กู้หมิงเฟิ่งกัดฟันแน่นไม่พูดจา
หลินชิงเวยเอ่ยขึ้น “เวลานี้ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่ นอกจากให้การตามสัตย์จริงแล้วไม่มีทางเลือกอื่น หากเจ้าไม่พูดอะไรทั้งสิ้น พวกเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าบิดาของเจ้าถูกปรักปรำ ไม่แน่ว่าอาจจะหาเบาะแสที่มีประโยชน์พบก็ได้”
กู้หมิงเฟิงหลับตาลง “สกุลกู้ของข้าล้วนถูกประหารหมดสิ้น ต่อให้ความจริงปรากฏแล้วจะมีประโยชน์อันใด! หากจะโทษก็ต้องโทษตัวข้าที่ไม่แตกฉากในวรยุทธ์ สังหารพวกเจ้าไม่สำเร็จ! หากมีโอกาสอีกครั้งข้ายังคงต้องการสังหารพวกเจ้า!”
หลินชิงเวยไม่อาจถามอะไรต่อไปได้อีก คนล้วนตายไปหมดแล้วมาตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อีกยังจะมีประโยชน์อันใด หากนางเป็นกู้หมิงเฟิ่งก็เป็นไปได้ที่จะไม่ให้ความร่วมมือเช่นกัน
เซียวเยี่ยนกลับเอ่ยขึ้นในยามนี้ “หากสกุลกู้ถูกปรักปรำ เปิ่นหวังยินดีจะพลิกคดีให้กับสกุลกู้ สกุลกู้ไม่ต้องแบกรับความผิดเป็นขุนนางกังฉิน สกุลกู้ทั้งหมดล้วนเข้าในศาลบรรพชนของผู้กล้าหาญได้ ศพและศีรษะสามารถย้ายไปฝังในสุสานสกุลกู้ได้”
นับแต่โบราณมา ขุนนางผู้มีความผิดซึ่งถูกลงโทษประหารหลังจากถูกตัดศีรษะแล้ว ศพจะถูกนำไปทิ้งบนภูเขา ไม่มีที่ฝังศพหลังจากตายไปแล้ว หากสามารถนำร่างของศพและศีรษะกลับมาจากภูเขาร้างไปยังสุสานของสกุลตนเองได้ นั่นนับเป็นเรื่องปลอบประโลมจิตใจครั้ง