“หยกของเปิ่นหวางเล่า?”
หลินชิงเวยก้าวเข้ามา “ที่แท้เสด็จอายังคงไม่ถอดใจ หม่อมฉันคิดอยู่แล้วเหตุใดเสด็จอาจึงยอมเข้ามาในห้องของหม่อมฉัน ให้หม่อมฉันเปลี่ยนยานั้นเป็นเรื่องรอง หยิบยืมโอกาสนี้เพื่อค้นหาหยกชิ้นนั้นคือจุดประสงค์หลักกระมัง”
“ในเมื่อเจ้ารู้ก็คืนให้เปิ่นหวาง เรื่องอื่นเปิ่นหวางจะไม่ถือสาเจ้า”
หลินชิงเวยกล่าวยิ้มๆ “ท่านคิดจะถือสาข้าอย่างไร?”
เซียวเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกและมองนางเหมือนต้องการบันดาลโทสะ สุดท้ายยังคงหายใจเข้าลึกอีกครั้งและลดทิฐิอย่างพ่ายแพ้ ถามเสียงต่ำว่า “ทำอย่างไรเจ้าจึงจะยอมคืนให้เปิ่นหวาง?”
หลินชิงเวย “เบื่อแล้วก็จะคืนให้ท่าน นั่นเป็นถึงเครื่องประดับเอวของเซ่อเจิ้งอ๋องเชียว เป็นสิ่งของที่มีเอกลักษณ์เป็นหนึ่งไม่มีสอง” นางพิจารณาสีหน้าของเซียวเยี่ยนทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งกล่าวเนิบๆ ว่า “หากข้าไม่ได้คาดเดาผิดแล้วละก็ หยกประดับเอวชิ้นนั้นมีความสำคัญยิ่ง พบหยกประหนึ่งพบเซ่อเจิ้งอ๋อง เพียงแต่ไม่รู้ว่าหากข้านำหยกประดับเอวชิ้นนั้นไปให้หัวหน้ายามรักษาการณ์ที่เฝ้าประตูวังหลวงดูแล้ว หัวหน้ายามรักษาการณ์จะปล่อยข้าออกจากวังหรือไม่”
เซียวเยี่ยนช้อนตาขึ้นมองนางด้วยสายตาเคร่งขรึม
รอยยิ้มของนางยิ่งสว่างไสวเจิดจ้าดังแสงตะวันในวสันตฤดู “ดูสิ เสด็จอาร้อนใจแล้ว แสดงให้เห็นว่าผ่านทางได้”
เซียวเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อควบคุมความโกรธขึ้งในใจที่กำลังพลุ่งพล่าน “หากเจ้าต้องการเง