หากทำไม่ได้ก็ไม่มีใครบังคับให้ท่านทำ ท่านจำเป็นต้องแก้แค้นข้าด้วยวิธีการเช่นนี้ด้วยหรือ ยังคิดว่าบาดแผลของข้าไม่หนักหนาสาหัสพอกระมัง?”
เซียวเยี่ยนเอียงศีรษะดึงรั้งผ้าคล้องแขนที่พันรอบแรก รอบต่อไปจากนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายดาย เขาพูดเรียบๆ ว่า “เปิ่นหวางยังคิดว่าเจ้าเอาแต่โมโหโทโสคงจะลืมความเจ็บปวดไปแล้ว”
มือของหลินชิงเวยยังคงวางไว้บนหัวไหล่ของเซียวเยี่ยน ปลายนิ้วนั้นค่อยๆ กดลึกลงบนเสื้อผ้าอาภรณ์ของเขา ความเจ็บปวดแสบร้อนที่ส่งขึ้นมาจากแขนนั้นต่อให้นางพยายามอย่างยิ่งที่จะปิดบังอำพราง แต่ท่าทีของนางยังคงปรากฏให้เห็นร่องรอย เซียวเยี่ยนกวาดตามองนางแวบหนึ่ง สีหน้าขาวเผือดคิ้วเรียวงามขมวดแน่น ดวงตาทั้งคู่ฉาบไปด้วยละอองน้ำบางๆ ชั้นหนึ่งชัดเจน เขาจึงอดที่จะเบามือเบาไม้ลงไม่ได้
หลินชิงเวยพูดอย่างไม่ยอมรับว่า “โมโห? ข้าโมโหอะไรเล่า? โมโหท่านหรือไร? ท่านคิดว่าท่านเป็นใคร ถึงกับต้องให้ข้าโมโหเพราะท่าน?”
“เช่นนั้นเจ้ายังโมโหกระฟัดกระเฟียดไปเพื่ออันใด”
“ผู้ใดโมโหกระฟัดกระเฟียด?”
“แก้มป่องขึ้นมาแล้ว”
หลินชิงเวยได้ยินแล้วจึงยกมือขึ้นลูบแก้มของตน นางคิดว่าอย่างไรนางก็อายุสามสิบปีแล้วนะ หากโมโหขึ้นมาจริงๆ ไฉนจะเหมือนเด็กน้อยที่โมโหจนแก้มป่องขึ้นมาได้ เมื่อลูบแก้มดูแล้วจึงวางใจว่าแก้มไม่ได้ป่องขึ้นมา หาไม่แล้วนางก็ปัญญาอ่อนเกินไปแล้วที่มาเอาชนะคะคานกับบุรุษตัวเหม็นผู้นี้ มิใช่นางกินอิ่มเกินหรอกหรือ
ต่อม