นางอ่อนไหวยิ่งนัก นางคว้าตัวเซียวจิ่นลากออกไปด้านนอกพร้อมกับร้องว่า “ฝ่าบาท ระวังเพคะ!”
ไม่ว่าอย่างไรการสังเกตสังกาของหลินชิงเวยยังคงละเอียดถี่ถ้วน อีกทั้งสัญชาตญาณของนางค่อนข้างแม่นยำ เมื่อนางเอ่ยคำพูดนั้นออกไปเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ขันทีผู้นั้นโยนกาน้ำชาในมือลงบนโต๊ะ เครื่องกระเบื้องแตกกระจุยกระจายเต็มพื้นเสียงดังเคร้งชัดเจน ขันทีผู้นั้นหยิบมีดสั้นออกมาจากแขนเสื้อเล่มหนึ่ง แววตาของเขาประดุจเปลวไฟพร้อมกับมุ่งหน้าเข้าหาเซียวจิ่นอย่างรวดเร็ว
“มีผู้บุกรุก–”
ท่ามกลางแสงสว่างจากโคมไฟ หลินชิงเวยออกแรงผลักเซียวจิ่นไปอีกด้านหนึ่ง คมดาบจากมีดสั้นเล่มนั้นจึงไม่ได้กรีดลงบนร่างกายของเซียวจิ่น แขนของหลินชิงเวยหลบไม่ทันจึงถูกมีดสั้นเล่มนั้นตวัดผ่าน กระโปรงสีเขียวอ่อนของนางถูกโลหิตสดๆ ย้อมเป็นสีแดงทันที
“ชิงเวย!” เซียวจิ่นเรียกนางด้วยความตื่นตระหนก
เด็กคนนี้ยังจะมาห่วงนางอีก ไม่สู้เป็นห่วงตนเองดีกว่า ผู้บุกรุกคนนั้นพุ่งเป้ามาที่เขาอย่างชัดเจน
เมื่อขันทีกรีดหลินชิงเวยจนได้รับบาดเจ็บแล้ว กลับไม่ได้มีความคิดจะเอาชีวิตของนาง แต่กลับกระโดดขึ้นมาแล้วกระโจนไปหาเซียวจิ่น
องครักษ์ที่ยืนเฝ้าบริเวณรอบๆ อุทยานหลวง รุดหน้ามาล้อมบริเวณนี้ไว้ทันที
แต่หากรอพวกเขามา กับข้าวก็คงเย็นชืดไปแล้ว เซียวจิ่นไม่อาจเดินหรือวิ่งได้ ได้แต่นั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น จึงกลายเป็นเนื้อปลาบนเขียงอย่างมิต้องสงสัย
นี่ย่อมเป็นโอกาสที