ลงจบไปหนึ่งเพลง จ้าวเฟยพลันลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายอบกายคาวระบริเวณกึ่งกลางพรมแดง “ฝ่าบาท ไทเฮา เซ่อเจิ้งอ๋อง หม่อมฉันไร้สามารถ จึงคิดจะร้องเพลงในค่ำคืนนี้สักเพลงหนึ่งเพคะ ขอไทเฮาเหนียงเหนียงโปรดประทานอนุญาตเพคะ”
หลินชิงเวยกำลังกินเนื้อพลางคิดในใจว่า สตรีนางนี้คิดจะแสดงความสามารถจนคลุ้มคลั่งไปแล้วกระมัง ซ้ำยังขอให้ไทเฮาอนุญาตจะให้ฝ่าบาทเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเล่า ในสายตาของจ้าวเฟยมีเพียงไทเฮา ในใจคิดเพียงว่าขอแค่นางเป็นฝ่ายของไทเฮาก็จะโดดเด่นเช่นดวงตะวันยามเที่ยงตรงได้ สมองน่าจะถูกมันหมูอุดตันเสียแล้วกระมัง
เซียวจิ่นไม่ได้แสดงออกอันใดทางสีหน้าแต่มิได้หมายความว่าในใจเขาไม่คิด ไทเฮาตรัสว่า “ยากยิ่งนักที่ซือหลันมีจริยางดงามดั่งบุปผาฮุ่ยหลัน เปิ่นกงได้ยินมาเช่นกันว่าฝีมือดีดพิณของเจ้ายอดเยี่ยม เช่นนั้นบรรเลงให้ทุกคนได้ฟังสักหน่อย”
“เพคะ”
จ้าวกลับมานั่งอีกครั้ง นักดนตรีบรรเลงพิณประคองพิณตัวหนึ่งเข้ามา นางปรับสายทดลองฟังเสียงครู่หนึ่ง จากนั้นเริ่มยกมือเรียวขาวนั้นขึ้นบรรเลงพิณ
ฟังดูแล้วไพเราะเสนาะหูจริงๆ ตรองดูแล้วที่บอกว่ามีความสามารถคงมิใช่เพียงแค่เสียงเล่าลือ แม้หลินชิงเวยจะไม่เข้าใจในเรื่องรสนิยมของศิลปะเท่าใดนัก เวลากินข้าวมีดนตรีให้ฟังไปด้วยก็เป็นเรื่องมีความสุขมิใช่หรือ?
หลังจากจ้าวเฟยบรรเลงพิณจนจบเพลง ทั้งตำหนักมีเพียงความเงียบงัน จากนั้นมีเสียงปรบมือดังขึ้น
เซียวอี้ยกมือขึ้นทางหนึ่งปรบม