ภายใต้สถานการณ์เยี่ยงนี้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเป็นศัตรูหรือมิตร
คนบังคับม้าถาม “ต้องขยับหลบไปข้างทางหรือไม่พ่ะยะค่ะ?”
เซียวเยี่ยนเลิกผ้าม่านหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกแวบหนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่ต้อง”
นาทีถัดมาคนกลุ่มนั้นเหินกายมาหยุดเบื้องหน้า หลินชิงเวยเห็นรูปร่างหน้าตาของคนผู้ซึ่งเป็นหัวหน้านั้นชัดเจน จิตใจกระวนกระวายที่ตึงเครียดตลอดมาจึงวางลงได้ในที่สุด
นั่นมิใช่องครักษ์ผู้ติดตามของเซียวเยี่ยนหรอกหรือ
ผู้ติดตามก้าวขึ้นหน้าพร้อมถามขึ้น “ผู้น้อยมาช้า ขอท่านอ๋องลงทัณฑ์! ท่านอ๋องเป็นอะไรหรือไม่พ่ะยะค่ะ?”
น้ำเสียงของเซียวเยี่ยนราบเรียบสงบนิ่ง “เปิ่นหวางไม่เป็นอะไร กลับวังเถิด”
ผู้คนบนท้องถนนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นล้วนหยุดฝีเท้าเพื่อรอดูอย่างคึกคัก คนทั้งหมดกลับหัวล้อมรอบรถม้ามุ่งหน้าจากไป
เมื่อเทียบกันแล้วยามกลับไปรวดเร็วกว่ายามมามากนัก เสียงเกือกม้าข้างนอกหน้าต่างเต็มไปด้วยความเร่งรีบ รถม้าที่วิ่งอย่างสมดุลในยามมาในเวลานี้กลับโคลงเคลง
ภายในรถม้ามีเพียงความเงียบงัน หลินชิงเวยและเซียวเยี่ยนล้วนไม่มีใครพูดจา
กระทั่งมาถึงกำแพงวังหลวง เข้าสู่ประตูวัง หลินชิงเวยจึงมองเขาแวบหนึ่ง “ใกล้ถึงแล้ว ท่านอดทนอีกหน่อย”
เซียวเยี่ยนไม่คิดเช่นนั้น “เปิ่นหวางบอกแล้วว่าไม่เป็นอะไร เจ้าไม่ต้องกังวลเกินเหตุ”
“ท่านจะปากแข็งข้าไม่ขอทะเลาะกับท่าน ข้ารู้เพียงว่าสีหน้าของท่านผิดปกติ”
เซียวเยี่ยนได้สกัดข่าวที่เซ่อ