ียบลง
หลินชิงเวยผลักเก้าอี้ออกแล้วยืนขึ้นสะบัดแขนเสื้อ “ไม่ทราบว่าเวลานี้เซ่อเจิ้งอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง ข้าเข้าไปดูสักหน่อย ท่านอ๋องค่อยๆ กินนะเพคะ”
หลินชิงเวยกำลังจะเดินจากไป เซียวอี้กล่าวว่า “เจาอี๋ช้าก่อน เปิ่นหวางไปพร้อมกับเจ้า”
ภายในห้องท่านหมอได้รีบรุดมาถึงแล้ว เขาจับชีพจรวิเคราะห์อาการอยู่ครู่หนึ่ง เซียวเยี่ยนยังไม่ได้สติ หลินชิงเวยและเซียวอี้ยืนอยู่นอกวงล้อม ได้ยินท่านหมอกล่าวว่า “เซ่อ สีหน้าของเซ่อเจิ้งอ๋องแดงก่ำ ริมฝีปากเขียวคล้ำ ผนวกกับชีพจรที่อ่อนแรงสับสน นี่ นี่เป็นอาการของผู้ต้องพิษ!”
คนทั้งหมดในเรือนล้วนตื่นตระหนก
มหาเสนาบดีหลินกล่าวทันทีว่า “บังอาจ เซ่อเจิ้งอ๋องจะต้องพิษได้อย่างไรกัน เจ้าไม่ต้องการศีรษะแล้วใช่หรือไม่!”
“ข้าน้อย ข้าน้อยมิกล้า…” ท่านหมอกล่าว “แต่อาการของเซ่อเจิ้งอ๋อง หากไม่ได้รับการถอนพิษอย่างทันท่วงที เกรงว่า เกรงว่า…”
“เช่นนั้นเจ้ามัวโง่งมอะไรกันเล่า ยังไม่รีบถอนพิษอีก!” จ้าวซื่อตะคอกดุดัน
ท่านหมอลำบากใจอย่างยิ่ง “ท่านใต้เท้ามหาเสนาบดี ฮูหยิน มิใช่ข้าน้อยไม่ถอนพิษให้ แต่เป็นเพราะข้าน้อยไม่ทราบว่าเซ่อเจิ้งอ๋องต้องพิษชนิดใด”
หลินชิงเวยก้มหน้าลงหัวเราะ เสียงใสกังวานของนางดึงขึ้นจากนอกวงล้อม “ข้าจดจำได้ว่าเซ่อเจิ้งอ๋องเพิ่งจะดื่มสุราที่จ้าวฮูหยินเป็นผู้รินให้”
คนทั้งหมดตกตะลึงอีกครั้ง ทุกคนค่อยๆ หันกลับมา ทันทีที่จ้าวซื่อเห็นว่าเป็นหลินชิงเวยก็กล่าวด้วยสี