ามอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
มือข้างนั้นที่อยู่บนเอวของหลินชิงเวยราวกับติดอยู่ช่วงเอวของนางอย่างไรอย่างนั้น เนิ่นนานไม่ได้เคลื่อนย้ายไปที่อื่น เซียวเยี่ยนมองนางในระยะใกล้เช่นนี้ จากนั้นกล่าวกับคนบังคับม้าด้านนอกว่า “เปิ่นหวางไม่เป็นไร เดินทางต่อเถิด”
ต่อมารถม้าจึงค่อยๆ ออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไป
หลินชิงเวยได้สติกลับมา นางคลานขึ้นมาจากร่างของเซียวเยี่ยน จัดเสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างของตน ระหว่างที่เงยหน้าขึ้นนางยังคงมีรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา นางเอ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “เซ่อเจิ้งอ๋องคงไม่คิดว่าหม่อมฉันต้องการอิงแอบแนบชิดในอ้อมกอดกระมัง เมื่อสักครู่ท่านก็เห็นแล้ว เป็นรถม้าที่โคลงเคลง”
เซียวเยี่ยนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ขมวดคิ้วด้วยความเคยชิน ราวกับไม่ชอบใจที่หลินชิงเวยใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดจากับเขา เขายื่นมือออกไปปัดเส้นผมของตน หยิบเกี้ยวหยกครอบผมที่ตกอยู่บนอาภรณ์ขึ้นมา รวบตรึงเส้นผมของตนขึ้นมา กล่าวเนิบๆ ว่า “เปิ่นหวางไม่กล่าวโทษเจ้า”
จากนั้นคนทั้งสองไม่ได้พูดจากันอีก
ต่อมารถม้าได้หยุดลง คนบังคับม้าที่อยู่ด้านนอกกล่าวว่า “เซ่อเจิ้งอ๋อง ถึงแล้วพะยะค่ะ”
รับรู้ได้ถึงเสียงหัวเราะ เสียงพูดจาด้านนอก ราวกับน่ายินดี และยังได้ยินคำอวยพรของคนบางคน หลินชิงเวยเห็นเซียวเยี่ยนไม่ขยับ นางจึงไม่เคลื่อนไหว “มาถึงแล้ว ท่านอ๋องคิดจะนั่งอยู่บนรถม้าตลอดหรือไร?”
เซียวเยี่ยนจึงเงยหน้าขึ้นมองนาง เขาคิดจะเอ่ยอะ