เมื่อเดินเข้ามาใกล้แล้วเป็นนางกำนัลคนหนึ่ง ข้างกายยังมีนางกำนัลติดตามมาอีกคนหนึ่ง แสงไฟที่ว่านั้นคือแสงจากโคมไฟในมือของนางกำนัล ทันทีที่สายลมยามรัตติกาลพัดผ่านมาวูบหนึ่ง ส่งผลให้โคมไฟระหว่างต้นไม้ดับลง แต่ไส้ตะเกียงที่อยู่ในโคมไฟนั้นกลับมิดับมอดลง
สตรีสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์เนื้อบาง กระโปรงผ้าโปร่งตัวยาวลากอยู่บนพื้น งดงาม อ่อนโยนและสงบยิ่งนัก นางเดินมาหยุดใต้ต้นไทรอึดใจหนึ่งแล้วเอียงหน้าขึ้นมองศพที่แขวนอยู่บนต้นไทรพร้อมด้วยนางกำนัลอีกสองคนด้วยสีหน้าสงบนิ่งจนน่าตกใจ
ต่อมานางกำนัลกระชากเชือกที่แขวนศพร่างนั้นจนขาด เสียงของศพร่วงลงมา นอนลงบนพื้นแน่นิ่งไม่ไหวติง
สตรีนางนั้นนั่งยองๆ อยู่ข้างศพอย่างอ่อนโยน กระโปรงของนางกางออกคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง นางยื่นปลายนิ้วขาวนวลออกไป สายลมกรุ่นกลิ่นหอมพัดผ่านมา ไม่รู้ว่านางได้ลงมือทำอันใดกับศพนั้นบ้าง ต่อมานางกล่าวเสียงนุ่มว่า “ตื่นขึ้นมาเถิด”
องครักษ์ลืมตาทั้งคู่ขึ้นในพริบตา!
วันรุ่งขึ้นหลินชิงเวยนอนจนรู้สึกตัวตื่นเอง นางไม่ต้องไปถวายการรักษาแก่เซียวจิ่นในตำหนักซวี่หยางตั้งแต่เช้าตรู่ทุกวันอีกแล้ว และในอีกหลายวันนี้มีซินหรูไปต้มน้ำสมุนไพรให้เซียวจิ่นอาบน้ำ นางทำงานละเอียดถี่ถ้วนไร้ที่ติ
ใครกันเล่ายินดีที่จะทิ้งชีวิตสุขสบายอิสระแล้วไปหาความทุกข์ให้ตน
เมื่อคืนเรื่ององครักษ์ตายไปคนหนึ่ง ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างก็คือ วันรุ่งขึ้นไม่มีการพูดถึงเรื่