กระทั่งนางกำนัลเดินห่างออกไปแล้ว หลินชิงเวยหรี่ตาเงยหน้ามองไป นางเห็นองครักษ์ผู้นั้นเพิ่งจะออกมาจากสวนเดินไปอีกทางหนึ่ง
สมองของหลินชิงเวยสว่างวาบ นางลงมาจากภูเขาจำลอง เดินไปทิศทางเดียวกับองครักษ์ผู้นั้น
องครักษ์เดินด้วยท่าทีเกียจคร้านยิ่งยวด ไม่มีท่าทางเคร่งครัดของผู้ที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์แม้แต่น้อย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วฝีเท้าของหลินชิงเวยกลับเบาและเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดหลินชิงเวยก็เดินตามองครักษ์คนนั้นจนทันเมื่อมาถึงริมบ่อน้ำแห่งหนึ่ง
“พี่ชายที่อยู่ด้านหน้าโปรดรั้งอยู่ก่อน” หลินชิงเวยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสกังวานของดรุณีน้อย
องครักษ์ได้ยินเสียงไพเราะหาใดเปรียบ เขาหันกลับมาพบว่าท่ามกลางแสงจันทร์มีแม่นางน้อยยืนอยู่ นางงดงามราวกับวสันตฤดู บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอ่อนหวาน งดงามอย่างที่สุด
องครักษ์จับจ้องอยู่ครู่หนึ่ง เขาตื่นตระหนกตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีรีบก้มหน้าลงต่ำและกล่าวว่า “ข้าน้อยถวายคำนับเจาอี๋เหนียงเหนียงพ่ะยะค่ะ”
เวลานี้หลินชิงเวยเดินใกล้เข้าไปเผชิญหน้ากับเขาและมองสำรวจ นางแน่ใจแล้ว ถูกต้อง คนๆ นี้ก็คือคนที่หลินเสวี่ยหรงเตรียมเอาไว้เพื่อกระทำการย่ำยีนาง สีหน้าของเขาในเวลานี้ปรากฏความหวาดกลัว แน่ชัดว่าเขาย่อมต้องจำเรื่องครั้งนั้นได้
หลินชิงเวยก้าวขึ้นหน้าไปเอ่ยกับเขาราวกับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น “ข้าเดินไปเดินมาหลงทางในวังเสียแล้ว ไม่รู้ว่าตำหนักฉางเหยี่ยนต้องเดินไปทางใด