กัน ไม่รู้ว่าพี่ชายจะส่งข้ากลับไปได้หรือไม่?”
ฟังจากน้ำเสียงของนางดูเหมือนไม่รู้ว่าองครักษ์ที่อยู่เบื้องหน้าเคยทำอะไรกับนางมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น องครักษ์ได้ยินคำพูดของหลินชิงเวยแล้วจึงสรุปได้เช่นนี้ ความวิตกกังวลในใจจึงค่อยๆ ถูกวางลง
องครักษ์กล่าวว่า “เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้วพะยะค่ะ เชิญเหนียงเหนียงพ่ะยะค่ะ”
หลินชิงเวยเดินเอามือไพล่หลังอยู่ด้านหน้า องครักษ์เดินตามหลังนาง
หลินชิงเวยรับรู้ได้ถึงสายตาจับจ้องจากด้านหลัง นางค่อยๆ ยกยิ้มมุมปาก
ข้างหน้าเป็นทางแยก หลินชิงเวยจึงถามขึ้นว่า “พี่ชาย ไปทางซ้ายหรือทางขวาเล่า?”
องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง “ไป ไปทางขวาเถิดพ่ะยะค่ะ”
หลินชิงเวยพูดคุยกับเขาราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา “เหตุใดเจ้าจึงไม่อยู่ในแถวร่วมกับองครักษ์คนอื่นๆ เล่า เมื่อสักครู่ข้าเห็นพวกเขาล้วนเดินผ่านเป็นแถวทั้งสิ้น ท่านกลับอยู่เพียงลำพัง”
องครักษ์โป้ปด “เมื่อสักครู่มีเรื่องเล็กน้อยทำให้ติดขัด ดังนั้นข้าน้อยจึงยังไม่ได้ไปรวมตัวกับพวกเขาพ่ะยะค่ะ”
“ใช่หรือ” เมื่อเดินไปข้างหน้าพักหนึ่ง ข้างบนศีรษะคือต้นไทรที่บดบังแผ่นฟ้าและดวงตะวัน แสงที่ส่องผ่านเข้ามาจึงค่อนข้างมืดครึ้ม หลินชิงเวยไม่ได้หยุดก้าวเดิน ทว่าปากกลับเอ่ยวาจาราวกับสายลมเบาๆ ที่พัดผ่านมา “ครั้งก่อน หลินเสวี่ยหรงให้ประโยชน์อันใดแก่เจ้า?”
องครักษ์ถามอย่างตื่นตะลึง “อันใดพะยะค่ะ?”
หลินชิงเวยกล่าว “หรือคนที่อยู่ในห้อง