นพื้นที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไห่ถัง นางกล่าวเสียงเย็น “พวกท่านแต่ละคน ล้วนเป็นจิ้งจอกตาขาว ท่านคิดว่าท่านดีกว่าเซี่ยนอ๋องสักเท่าใดกัน”
เซียวเยี่ยนตกตะลึงไม่ได้หันไปมองนาง
เรื่องราวก่อนหน้าทั้งหมดที่กล่าวกับเซียวอี้ ล้วนเป็นคำลวง เรื่องระหว่างเขาและจู๋กุ้ยเหริน หลินชิงเวยยังไม่ได้บอกกล่าวกับผู้ใด นางยังไม่ได้ไปสอบถามเกี่ยวกับฐานะของจู๋กุ้ยเหรินให้ชัดเจน นางเพียงแต่อุปโลกน์เรื่องราวขึ้นมาอย่างกะทันหัน โชคดีที่นางรู้จักพูดจาโน้มน้าว และโชคดีที่วาจาของนางถูกต้องอยู่บ้าง หาไม่แล้วชีวิตน้อยๆ ของนางคงต้องจบลงในวันนี้
ดูท่าแล้วต่อไปไม่ป้องกันไม่ได้แล้ว นางจำเป็นต้องใคร่ครวญเพื่อชีวิตเล็กๆ และเส้นทางข้างหน้า
หลินชิงเวยเดินวนไปเวียนมาในตำหนักในนั้นเอง นางจำทางไม่ได้ราวกับแมลงวันที่ไร้ศีรษะอย่างไรอย่างนั้น นางเดินมาทางนี้พักหนึ่ง พักทางนั้นครู่หนึ่ง ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
อาหารเที่ยงก็ไม่ได้กิน ยามนี้ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว หลินชิงเวยไหนเลยจะมีเรี่ยวแรงเดินต่อไปต่อมาหลินชิงเวยนั่งลงบนก้อนหินเรียบๆ ก้อนหนึ่งด้านหน้าภูเขาจำลอง นั่งมองฟ้าที่กำลังจะมืดอย่างสงบ
ทันทีที่ฟ้ามืดลงภายในวังหลวงก็จะค่อยๆ จุดไฟตามโคมไฟ มองไปจากมุมที่หลินชิงเวยนั่งอยู่ นางไม่รู้ว่าเป็นตำหนักของใคร ดูเหมือนจะมีนางกำนัลถือโคมไฟ ไปจุดโคมไฟตามชายคาตำหนักให้สว่างขึ้น โคมไฟตลอดทั้งแถวสว่างสว่างเป็นแนว ทำให้