หลินชิงเวยยังอยู่ในชุดขันที แม้เสื้อผ้าชุดนี้จะเล็กพอแล้ว ทว่าเมื่อสวมใส่อยู่บนร่างของนางแล้วยังคงหลวมโพรกอยู่นั่นเอง ชัดเจนยิ่งนักว่าไม่ใช่เสื้อผ้าของนาง หลินชิงเวยไม่มีสติจริงๆ ในเวลานี้ อีกทั้งถูกสายตาของเซียวเยี่ยนที่กวาดมากำราบเสียจนเหน็บหนาวไปทั้งใจ
เซียวเยี่ยนทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเซียวจิ่น เขาเดินเข้ามาหาหลินชิงเวยทีละก้าวๆ รูปร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่ความกดดันที่ทำให้คนหยุดหายใจได้ออกมา หลินชิงเวยยิ้มขื่นในใจ ทว่าร่างของนางยังคงถอยหลังไปอย่างไม่อาจควบคุมได้
หนึ่งก้าว สองก้าว
เซียวเยี่ยนก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว นางก็ถอยหลังหนึ่งก้าว
นางไปแตะต้องขีดความอดทนของเขา ไม่มีแม้ช่องว่างสำหรับการปรึกษาหารือ
หลินชิงเวยมีคำพูดมากมายที่ต้องการพูด แต่ภายใต้ความกดดันทีละก้าวๆ ของเซียวเยี่ยน นางกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“เสด็จอา…” เซียวจิ่นร้องเรียกเขาด้วยความกังวล
ทว่าเซียวเยี่ยนไม่ได้ยิน
สายตาของเซียวเยี่ยนเย็นเยียบ มองกราดเสียจนหลินชิงเวยตัวแข็ง “เจ้าคิดว่ามีฝ่าบาทหนุนหลังเจ้าแล้วเปิ่นหวางก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้ใช่หรือไม่ หลินชิงเวย เจ้าเป็นแค่เจาอี๋เล็กๆ คนหนึ่ง เจ้าคิดว่าเจ้าความสามารถอันใดที่จะไปตำหนักหน้าของฝ่ายหน้าได้! เป็นเพราะในยามปกติเปิ่นหวางตามใจเจ้ามากเกินไปใช่หรือไม่ จึงทำให้เจ้าไม่มีขื่อมีแปเช่นนี้!” หลินชิงเวยได้แต่นิ่งเงียบ ไม่คิดว่าเซียวเยี่ยนกลับตวาดใส่นาง “พูด! เป็นใบ้หรือไร