กับขุนนางของราชสำนักฝ่ายหน้า ล้วนเป็นผู้ที่มีอายุอาวุโสแล้วทั้งสิ้น อายุราวๆ สามสี่สิบปี นี่ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด ขึ้นมาเป็นผู้นำของแผ่นดินได้ย่อมต้องมีความรู้และประสบการณ์จึงจะใช้ได้
ทว่าดูท่าทีแล้ว เสนาบดีกรมกลาโหมผู้แซ่เซี่ยผู้นั้น มีคนในราชสำนักสนับสนุนอยู่ไม่น้อย ถึงกับมีคนมากมายเช่นนี้มาขอความเมตตาแทนเขา ขณะหลินชิงเวยเดินผ่านได้หยุดฝีเท้าครู่หนึ่งเพื่อหันไปมองสีหน้าท่าทางบนใบหน้าของขุนนางเหล่านั้น ความวิตกกังวล ร้อนใจ แววตาล้วนเป็นความจริง ไม่เหมือนโกหกหลอกลวง เห็นได้ว่าเสนาบดีกรมกลาโหมสกุลเซี่ยผู้นี้มีชื่อเสียงในทางดียิ่งยวด
เห็นได้จากจุดนี้ เมื่อวานขณะที่เซียวจิ่นเอ่ยถึงเรื่องนี้ เหตุใดใบหน้าของเขาจึงปรากฏสีหน้าท่าทางเช่นนั้น อาจเป็นเพราะผิดหวัง เขาคิดว่าเขาเชื่อคนผิด
เพียงแต่เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องราวของฝ่ายหน้า นางเป็นคนของตำหนักในคนหนึ่งไม่มีสิทธิ์ที่จะก้าวก่าย ดังนั้นนางจึงรีบเดินผ่านพวกเขาเข้าประตูตำหนักไป
สีหน้าของเซียวจิ่นไม่ดีนัก เมื่อหลินชิงเวยเข้าไปถึงดูเหมือนเขากำลังมีโทสะ บนพื้นเต็มไปด้วยหนังสือและถ้วยชา ฝาน้ำชาที่กระจัดกระจาย
เขาหันกลับมาเห็นหลินชิงเวย จึงไม่อาจไม่พยายามควบคุมสีหน้าโกรธเกรี้ยวนั้นแล้วหันมาคลี่ยิ้มบางๆ “ชิงเวย เจ้ามาแล้ว”