่งชิงกับนางแน่นอน อย่างนี้ก็ไม่สนุกน่ะสิ
เพราะใบหน้าเย็นชาของเขาส่งผลกระทบต่ออรรถรสในการรับประทานอาหารจริงๆ!
เซียวเยี่ยนคิดจะดึงตะเกียบของตนกลับมาเช่นกัน ใครเลยคาดคิดว่าหลินชิงเวยกลับใช้ตะเกียบของนางกดตะเกียบของเขา แล้วเลิกคิ้วท้าทายพร้อมกับใช้ตะเกียบของนางเคาะลงบนตะเกียบของเขา ปัดตะเกียบของเขาออกห่างจากอาหารจานนั้นจนสำเร็จแล้วจึงคีบผักชิ้นนั้นส่งเข้าปากอย่างไม่เร่งรีบ จากนั้นเคี้ยวอาหารไปพร้อมกับมองเขาอย่างไร้พิษสง
เซียวเยี่ยนหน้าตึงทันที เหตุใดต้องให้นางมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย เห็นหน้าแล้วไม่มีความอยากอาหารจริงๆ!
เซียวจิ่นมองดูสีหน้าเซียวเยี่ยนผู้ไม่เคยเสียเปรียบผู้ใดมาก่อน อดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะ นี่ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ยิ่งนักดูเหมือนนอกจากหลินชิงเวยจะไม่มีผู้ใดกล้าทำให้เขาโกรธขึ้งเช่นนี้มาก่อนกระมัง
เซียวจิ่นหันไปมองหลินชิงเวยอีกครั้ง เขาพบว่าหลินชิงเวยกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยปากเล็กๆ นั้นมันเยิ้ม สีหน้าท่าทางนั้นดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารโดยไม่เห็นเซียวเยี่ยนอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาจึงกดลึกขึ้นอีก
หลินชิงเวยกล่าว “อืม อาหารจานนี้อร่อยเหลือเกินเพคะ”
เซียวจิ่นกล่าว “หลินเจาอี๋ไม่ต้องเกรงใจ หากชอบก็กินมากหน่อย”
หลินชิงเวยเลียริมฝีปากของตน “เห็นแก่ข้าวมื้อนี้ที่ฝ่าบาททรงเมตตา หม่อมฉันคิดว่ามิตรภาพของพวกเราได้พัฒนาขึ้นไปอีกก้าวหนึ่งแล้วเพคะ ต่อไปฝ่าบาทเรียกชื่อของหม่อมฉ