เซียวจิ่นยิ้มอ่อนโยนและกล่าวว่า “เจิ้นคิดเช่นนี้เช่นกัน เวลานี้หลินเจาอี๋เบิกบานใจขึ้นบ้างหรือไม่?”
หลินชิงเวยกล่าว “เบิกบานใจขึ้นเล็กน้อยเพคะ ฝ่าบาทช่างมีเมตตาและเข้าอกเข้าใจผู้อื่นยิ่งนัก” นางพูดแล้วก็หันไปมองเซียวเยี่ยนที่ยืนหน้าบูดหน้าบึ้งอยู่ที่นั่น นางยิ้มหว่านเสน่ห์เต็มที่ “รบกวนเสด็จอาช่วยเรียกหมอหลวงเข้ามาได้หรือไม่เพคะ ข้าต้องการใช้เข็มเงินในล่วมยาของหมอหลวง”
เซียวจิ่นกล่าว “ไม่ต้องแล้ว บนโต๊ะทางนั้นมีล่วมยาอยู่ใบหนึ่ง เจ้าไปหยิบมาใช้เถิด”
หลินชิงเวยเลื่อนสายตามองข้ามไป เห็นบนโต๊ะตัวนั้นมีล่วมยาขนาดกะทัดรัดใบหนึ่งวางอยู่ ล่วมยาใบนี้แตกต่างจากล่วมยาของหมอหลวง ดูกะทัดรัดสักหน่อย ดูไปแล้วไม่เหมือนล่วมยา ดังนั้นหลินชิงเวยจึงไม่ได้สังเกตเห็นตั้งแต่แรก
หลินชิงเวยหิ้วล่วมยาข้ามมา สิ่งของข้างในนั้นมีน้ำหนักพอตัว เมื่อเปิดออกดูนางถึงกับทึ่มทื่อไปเลยทีเดียว ข้างในนั้นมีชั้นในสามชั้นชั้นนอกสามชั้น อย่าได้ดูว่าล่วมยาใบนี้เหมือนจะเล็ก ทว่าด้านในกลับมีช่องมากมายวางสิ่งของได้ไม่น้อย หลินชิงเวยหยิบกระเป๋าผ้าสำหรับใส่เข็มเงินเปิดออกดูก่อน ข้างในมีเข็มเงินขนาดต่างๆ มันสะท้อนแสงวิบวับ อีกทั้งล้วนเป็นของใหม่ทั้งสิ้น ทำให้ดวงตาของหลินชิงเวยเป็นประกายขึ้นทันที
เซียวจิ่นกล่าวอีกว่า “เมื่อวานได้ยินเจ้าเอ่ยถึง เจิ้นเองคิดว่าเจ้าควรจะมีล่วมยาเป็นของตนเองสักใบ เช่นนี้เจ้าพอใจหรือไม่?”
รอยยิ้มบนใบหน