หลินชิงเวยยังคงพยายามต่อไปอีก นางไม่เชื่อว่าจะเขวี้ยงไม่ถูกร่างของเขา ลูกหินสองลูกแรกเขาหลบหลีกได้ ใครจะคิดว่าลูกหินลูกที่สามเซียวเยี่ยนก็คร้านที่จะหลบ ลูกหินลูกนั้นจึงกระทบถูกแผ่นหลังเขาอย่างจัง
หลินชิงเวยยังไม่ทันได้ดีใจ เห็นเพียงเงาร่างของเซียวเยี่ยนที่หยุดชะงักลง จากนั้นนางเห็นแผ่นหลังเซียวเยี่ยนราวกับเป็นแผ่นเหล็กไหลที่ดูดก้อนหินให้ลอยขึ้นมา เมื่อเขาผ่อนคลายกล้ามเนื้อแผ่นหลังอีกครั้งก้อนหินก็กระเด็นย้อนกลับมา
หลินชิงเวยสายตาพร่าเลือนทันที นางรู้สึกเจ็บที่หน้าผาก จึงกุมหน้าของตนแล้วร้องขึ้นว่า “ให้ตาย!”
หลังจากกลับมาถึงตำหนักซวี่หยาง เซียวจิ่นเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองที่กลับมาด้วยความยินดี ทว่าเมื่อเห็นหน้าผากของหลินชิงเวยที่บวมแดงขึ้นมา จึงถามขึ้นอย่างตกตะลึงว่า “หน้าผากเจ้าเป็นอะไร?”
หลินชิงเวยกำลังจะเอ่ยปากโยนความผิดให้เซียวเยี่ยน เซียวเยี่ยนกลับหันหน้ากลับมา ใช้สายตาอันเย็นเยียบมองนางแวบหนึ่ง “ฝ่าบาทไม่ต้องกังวล ระหว่างที่เดินกลับมาหลินเฟยไม่ทันระวังจึงหกล้ม”
หลินชิงเวย “…”
เซียวจิ่นดูเหมือนไม่คลางแคลงใจแม้แต่น้อย บนใบหน้าของเขายังคงปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน “ครั้งต่อไปเจ้าเดินต้องระวังให้มาก ไม่หนักหนาอะไรกระมัง ต้องให้หมอหลวงมาทายาลดบวมให้เจ้าหรือไม่?”
หลินชิงเวยกล่าว “ฝ่าบาทลืมแล้วเพคะ ตัวหม่อมฉันเองก็เป็นหมอ”
เซียวจิ่นกล่าว “ก็ใช่”
ต่อมาเซียวจิ่นอ่านฎีกาอยู่ในตำหนักบรรทม เซียวเ