“แต่หม่อมฉันยิ่งเรียก ยิ่งคล่องปากแล้วนี่นา ทำอย่างไรดี เสด็จอา เสด็จอา…”
“เจ้าหุบปาก”
รอกระทั่งกลุ่มคนนั้นเดินไปไกลแล้วเซียวเยี่ยนจึงลุกขึ้นมาทันที และไม่ลืมที่จะแย่งถุงเงินของตนจากมือของหลินชิงเวยกลับมาด้วย เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชาแล้วหันกายเดินจากไป
ดูเหมือนตั้งแต่ได้พบกับนาง เซียวเยี่ยนไม่เคยมีชีวิตเป็นปกติอีกเลย
หลินชิงเวยค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ใช้มือปัดเศษไม้ที่ติดอยู่ตามร่างกายและเรือนผม กล่าวอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องกับเงาร่างเซียวเยี่ยนที่เดินจากไปว่า “ต้องขออภัยด้วย เงินในถุงเงินของพระองค์ถูกหม่อมฉันใช้หมดแล้ว ครั้งต่อไปจดจำไว้ว่าพระองค์ต้องใส่เงินไว้ให้มากสักหน่อย เสด็จอาค่อยๆ เดินนะเพคะ ลาก่อนเสด็จอา”
ฝีเท้าของเซียวเยี่ยนพลันชะงักลง เขาหันหลังให้นางหายใจเข้าลึกอย่างระงับอารมณ์สองครั้งเพื่อควบคุมเส้นเลือดสีเขียวข้างขมับที่เต้นตุบๆ ของตน จากนั้นหันกายกลับมามองนาง ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวว่า “หลินชิงเวย เจ้ามากับเปิ่นหวาง”
“ไปทำอะไรเพคะ?” หลินชิงเวยถามยิ้มๆ ทว่ากลับไม่เคลื่อนไหวใดๆ ชัดเจนยิ่งนักว่านางป้องกันตัวสุดฤทธิ์
เซียวเยี่ยนกล่าว “เปิ่นหวางจะพาเจ้าไปเบิกเงิน”
คำพูดนี้ฟังดูแล้วเหมือน “เจ้าไปกับคุณอา คุณอาจะพาเจ้าไปซื้อลูกกวาดกิน” เหมือนคำลวงที่พวกลักพาตัวเด็กชอบใช้หลอกเด็กน้อยอายุสามขวบอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าที่มหัศจรรย์ก็คือสุดท้ายหลินชิงเวยยังคงเดินไปพร้อมกับเขา ฉวยโอกาสนี้ทำควา