ข่าให้เจิ้น เจิ้นจะละเว้นธรรมเนียมนี้ให้กับเจ้า”
“…” หลินชิงเวยหางตากระตุก เจ้าเด็กร้ายกาจคนนี้ กลับอ่านใจนางออกทะลุปรุโปร่ง อะไรจะอ่อนไหวปานนี้ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
เซียวจิ่นให้นางลุกขึ้น ต่อมาหลินชิงเวยจึงก้าวขึ้นหน้า “วันนี้ฝ่าบาทรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวหรือไม่เพคะ? อีกประเดี๋ยวหากหม่อมฉันทำอะไรที่เป็นการล่วงเกินฝ่าบาท ยังต้องขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัย ระหว่างหม่อมฉันและฝ่าบาทมิใช่ฮ่องเต้และขุนนาง แต่เป็นหมอและคนไข้เพคะ”
เซียวจิ่นมองสายตาจริงจังของนางแล้วอดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม “ได้ เช้าวันนี้เจิ้นตื่นขึ้น รู้สึกเวียนศีรษะและหนักศีรษะ”
“ไม่ค่อยสดใส?”
“ประมาณนั้น”
เสียงนกที่อยู่บนต้นไม้ด้านนอกร้องจิ๊บๆ นางกำนัลล้วนเฝ้าอยู่ด้านนอกตำหนักบรรทม หลินชิงเวยเดินไปถึงริมหน้าต่าง ใช้ไม้ค้ำอันหนึ่งที่วางอยู่ด้านข้างเปิดประตูหน้าต่างออกไป อากาศจากภายนอกถ่ายเทเข้ามา ปรากฏให้เห็นสภาพอากาศในวสันตฤดูอยู่เบื้องหน้า เจ้านกน้อยที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้กระโดดไปมาอย่างคล่องแคล่วว่องไว มันกระพือปีกบินไปกิ่งนั้นบ้างกิ่งนี้บ้าง นางหันกลับมามองเซียวจิ่น “เช่นนี้อาจจะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยเพคะ”
เซียวจิ่นหันหน้าไปทางหน้าต่าง แสงสว่างในตำหนักบรรทมสว่างขึ้นหลายส่วน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาคล้ายกับบรรยากาศในวสันตฤดู “ดีขึ้นบ้างแล้วจริงๆ”
เมื่อหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงมาถึงตรวจชีพจรของเซียวจิ่นในยามเช้าตามปกติ