เห็นสภาพภายในตำหนักบรรทมของเซียวจิ่นถึงกับเบิกตากว้าง ด้วยคิดว่าตนเองดวงตาพร่ามัวเสียแล้ว
เวลานั้นหลินชิงเวยโน้มกายเข้ามายื่นมือแตะหน้าผากของเซียวจิ่น นางเอ่ยเสียงต่ำว่า “พระอาการตัวร้อนเริ่มลดลงเหลือเพียงตัวรุมๆ แล้วเพคะ พระอาการตัวร้อนสำหรับฝ่าบาทแล้วนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา นี่เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดด้วยพื้นฐานร่างกายของฝ่าบาท ฝ่าบาทเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ถือกำเนิดมาใช่หรือไม่เพคะ?”
เซียวจิ่นพยักหน้า “ตั้งแต่เจิ้นถือกำเนิดมาสุขภาพอ่อนแอหลายโรครุมเร้า”
หลินชิงเวยมองเขาแวบหนึ่ง แล้วยกข้อมือของเขาขึ้นมาจับชีพจรของเขา “เช่นนั้นการที่ท่านเติบโตได้จนถึงวันนี้ช่างเป็นเรื่องไม่ง่ายดายจริงๆ” หมอหลวงที่ยืนอยู่มุมหนึ่ง ปาดเหงื่อแทนหลินชิงเวย นางเอ่ยวาจาไม่เกรงใจเช่นนี้ หากฝ่าบาทเกิดโทสะขึ้น เกรงว่าศีรษะคงต้องหลุดออกจากบ่ากระมัง ต่อให้ฝ่าบาทของพวกเขาจะมีอุปนิสัยสุภาพอ่อนโยนมาตลอดก็ตาม เมื่อได้ยินเช่นนั้นทว่ากลับมิได้ถือสา เพียงแต่หัวเราะหึๆ หลินชิงเวยยกมือขึ้นบีบคางของเซียวเจิ่น “เด็กดี แลบลิ้นออกมาให้พี่สาวดูสักหน่อย”
หมอหลวง “…” นี่ นี่ต้องศีรษะหลุดออกจากบ่าแล้วเป็นแน่! นี่มาตรวจรักษาอาการประชวรหรือมายั่วยวนฝ่าบาทต่อหน้าธารกำนัลกันแน่!
เซียวจิ่นยังคงแลบลิ้นออกมาอย่างเชื่อฟังแต่กลับเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจนักว่า “เจ้าแน่ใจว่าเจ้าไม่ได้ทำให้การรักษาดูบานปลายใหญ่โตเกินไป?”
หลินชิงเวยดูปลายลิ้นค่อน