ทว่าหลินชิงเวยกลับไม่ได้มีท่าทางเดือดเนื้อร้อนใจ ยังคงมองเซียวเยี่ยนด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม กลับเป็นองครักษ์ที่มีสีหน้าเผือดขาวอยู่บ้าง นางกล่าวว่า “เซ่อเจิ้งอ๋องก็คือเซ่อเจิ้งอ๋อง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตรายกลับมิเกรงกลัว ทำให้ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก”
เซียวเยี่ยนหันไปกล่าวกับองครักษ์ “ถอยไปก่อน”
องครักษ์เก็บกระบี่ของตนกลับเข้าไปในฝัก ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวด้วยความระมัดระวัง เมื่องูเขียวเหล่านั้นเห็นว่าไม่มีอันตรายแล้วจึงพากันเลื้อยไปที่อื่น เสียงส่งสารดังฟ่อๆ ของงูจึงค่อยๆ เลือนหายไป
ดวงตาแน่วนิ่งไม่ไหวติงของเซียวเยี่ยนเลื่อนไปหยุดอยู่บนร่างของหลินชิงเวย “เวลานี้เจ้าต้องการจะเจรจาเรื่องนกพิราบกับเปิ่นหวางใช่หรือไม่ เจ้าคิดจะเจรจาอย่างไร?”
หลินชิงเวยพยายามคิดถึงรสชาติอยู่อึดใจหนึ่ง เมื่อคิดสะระตะแล้วจึงกล่าวว่า “รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว” เซียวเยี่ยนหางตากระตุกขึ้นครั้งหนึ่ง นางกล่าวอีกว่า “แต่ต้องยิงนกพิราบวันละหนึ่งตัวไหนเลยจะพอกินเล่า” ใบหน้าราวเย็นชากับน้ำแข็งนั้นไม่เคยปรากฏความรู้สึกอื่นใด หรือเป็นเพราะมีความลับมากมายเกินไปจึงหวั่นเกรงว่าผู้อื่นจะจับพิรุธได้? หากอยู่ในยุคสมัยปัจจุบันก็คือใบหน้าที่เป็นอัมพาตเท่านั้น
เซียวเยี่ยนกล่าว “นั่นเป็นพิราบสื่อสารที่เปิ่นหวางทุ่มเทจิตใจฝึกฝนออกมา มีทั้งหมดสามสิบหกตัว เวลานี้ถูกเจ้ากินเหลือเพียงหกตัว นี่ก็คือคุณธรรมในใจของเจ้า?”
หลินชิงเ