เมื่อได้เห็นแววตาลังเลของจูเหยียน มุมปากหลินเมิ้งหยาจึงยกขึ้น
ยื่นมือเรียวยาวดั่งหยกไปลูบคราบโลหิตแดงชาดบนผนัง
“ดูสิ บนนี้เต็มไปด้วยโลหิตของเด็กสาวเหล่านั้น เจ้าคิดว่าพวกนางจะรู้สึกโกรธแค้นมากเพียงใด ขนาดก้อนหินยังกลายเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณได้
สีหน้าสงบนิ่ง มุมปากแสยะยิ้มเย็น เหตุเพราะผนังหินเปื้อนเลือดมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงมีคราบเกรอะกรังฝังแน่น
ทว่าจูเหยียนยังเป็นเพียงเด็กไม่รู้ความ แน่นอนว่าเขาย่อมเห็นการทรมานที่เกิดขึ้น ดังนั้นเขาจึงถูกหลินเมิ้งหยาฉุดเข้าไปในห้วงแห่งความหวาดกลัว
“เจ้า…เจ้า…ข้าไม่ได้ฆ่าพวกนาง หากพวกนางจะมาหาก็ย่อมมิได้มาหาข้า”
จูเหยียนขยับเท้าถอยหลังสองก้าว ศีรษะหดลง แม้แต่คำพูดก็ยังติดขัด
เสียงสั่นเครือโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
“แต่เจ้าเองก็เห็นมิใช่หรือ ? เจ้าเห็นความเจ็บปวดของพวกนาง เจ้าเห็นภาพที่พวกนางถูกทรมานจนตาย ตอนนี้คนเหล่านั้นหนีไปแล้ว ดังนั้นพวกนางย่อมมาหาเจ้าแทน ตอนนี้ข้าเห็นแล้ว พวกนางกำลังเกาะบ่าของเจ้าอยู่ !”
ทั้งบรรยากาศและท่าทางไม่เหมือนยามปกติของหลินเมิ้งหยาทำให้สีหน้าจูเหยียนขาวซีด
หลินเมิ้งหยาปรายตามองเขาคราหน ตอนนี้เวลากระชั้นชิด นางไม่อยากแกล้ง