ไล่อ่านประวัติของฟางกู รู้ข้อมูลเพียงว่านางสกุลอู๋และเข้าวังตอนอายุหกขวบ
ตอนอายุสิบสามปีจึงได้มารับใช้ท่านแม่ ทว่าสามปีต่อจากนั้นท่านแม่ก็พานางออกจากวัง
เวลาสามปีกับชีวิตคนเป็นเพียงเวลาชั่วพริบตาเท่านั้น
ทว่าฟางกูกลับใช้ชีวิตของตนเองเพื่อรอคอยท่านแม่ที่เคยมีความทรงจำร่วมกับนางเพียงสามปีคนนั้น
หมิ่นเอ๋อร์เล่าว่าฟางกูมักจะนั่งอยู่ข้างเตียงพลางเหม่อมองปิ่นลายดอกเหมยอันนั้น
บางทีคงกำลังคิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับท่านแม่กระมัง
แม้สีหน้าของฟางกูจะขาวซีด แต่หลินเมิ้งหยาสั่งให้หมิ่นเอ๋อร์นำเครื่องประทินผิวมาตกแต่งใบหน้าของนางให้งดงาม
หากไม่มีบาดแผลชวนหวาดผวาที่คอ ฟางกูก็มิต่างอะไรจากคนกำลังนอนหลับสนิท
“หมิ่นเอ๋อร์ เจ้าช่วยข้าสักเรื่องได้หรือไม่? อย่าพูดกับใครเรื่องการตายของฟางกู หากมีคนถาม เจ้าจงตอบว่านางออกเดินทางไกล อีกสักพักกว่าจะกลับมา”
หลินเมิ้งหยาลุกขึ้น สายตายังคงจับจ้องฟางกูขณะกระซิบเสียงเบา
“เจ้าค่ะ”
หมิ่นเอ๋อร์ที่ยังคงมีน้ำตาไหลนองหน้าตกปากรับคำง่ายดายจนหลินเมิ้งหยารู้สึกผิดปกติ
“ช่างเถิด เจ้าไปกับพวกข้าจะดีกว่า ที่นี่เป็นสถานที่โสมม เจ้าเป็นเด็กสาวเพียงคนเดียว หากไม่มีฟางกูอยู่แล้ว เกรงว่า