ากาศที่เพิ่งจะผ่อนคลายเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงอีกครา
สุดท้ายพวกนางทำได้เพียงเดินกลับไปที่ห้องของตนเองแล้วคิดหาวิธีการ
“ถึงเวลากินข้าวแล้ว”
เสียงจูเหยียนดังขึ้นที่ด้านนอก ทั้งสามรีบจัดแจงท่าทาง หงอวี้หยักยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
ทว่าจูเหยียนที่เดินเข้ามากลับมีท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่าน เมื่อเทียบกับตอนที่เดินนำทางพวกนางมายังที่นี่ บัดนี้เขาดูเอาแต่ใจกว่ามาก
หลินเมิ้งหยารู้สึกประหลาดใจอยู่หลายส่วน มีใครในหอนางโลมบังอาจทำให้เขาขุ่นเคืองด้วยหรือ?
“นี่คือกล่องอาหารของพวกเจ้า กินเสร็จแล้วก็เอาวางไว้ข้างนอก!”
น้ำเสียงแข็งกระด้างเหมือนเพิ่งดื่มยาร้อนมาหมาดๆ มือหนากระแทกกล่องข้าวลงบนโต๊ะอย่างแรง พวกหลินเมิ้งหยาล้วนเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ หลังจากส่งสัญญาณผ่านทางสายตาแล้ว พวกนางย่อมเข้าใจความคิดของแต่ละฝ่ายทันที
ท่ามกลางพวกนางทั้งสาม หงอวี้แย้มยิ้มอ่อนหวานก่อนจะเอ่ยถาม
“โอ้ ใต้เท้าจูเหยียนเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? นางโลมคนใดทำให้ท่านขุ่นเคืองอย่างนั้นหรือ? ที่นี่ล้วนไม่มีคนนอก ขอเพียงท่านบอกมาว่านางผู้นั้นเป็นใคร แส้ม้าของพี่มั่วฉินก็พร้อมจะหวดลงหลังของนางทันที”
แม้จูเหยียนจะเหยียดหยามพวกนางโลมที่ใช้ร่างกายใ