้นท่อนเหล็กยังขาดสะบั้น กอบกู้โลกา”
ในมุมอับมุมหนึ่ง อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็เหลือบไปเห็นนักพรตเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งคนหนึ่ง
ทั้งที่คำพูดของเขาคือคำทำนายที่มิได้ปะติดปะต่อกันเลยแม้แต่น้อย แต่นักพรตคนนั้นยังคงนั่งทำนายด้วยความมุ่งมั่นอยู่ที่เดิม
หากมิใช่ว่าเขามีญาณวิเศษ เช่นนั้นเขาก็คงเป็นจอมหลอกลวงแห่งยุทธภพ
แต่นักพรตคนนั้นกลับกลั้นหายใจเมื่อมีคนเดินผ่าน ท่าทางเสมือนกำลังดูถูกเหยียดหยาม หลินเมิ้งหยาชำเลืองมองอยู่สองครั้ง นักพรตคนนั้นรีบฉีกยิ้มกว้างแล้วกวักมือเรียกนาง
หลินเมิ้งหยาชี้นิ้มเข้าหาตนเอง นักพรตรีบผงกศีรษะลง
แปลกจริง ทั้งที่มีคนเดินผ่านสัญจรมากมาย เหตุใดนักพรตคนนั้นจึงเจาะจงเรียกนางกันเล่า?
เหตุเพราะไม่มีสิ่งใดให้ต้องทำ เช่นนั้นนางลองไปดูเขาสักหน่อยจะเป็นไร
“ท่านนักพรต”
หลินเมิ้งหยายกมือขึ้นประกบกันเพื่อแสดงความนับถือ ป๋ายซ่าวกลับมองเจ้านายของตนเองด้วยความสงสัย
อย่าว่าแต่นักพรตข้างถนนเช่นนี้เลย แม้แต่พระอาจารย์เลื่องชื่อในเมืองหลวงนายหญิงยังไม่ชายตาแล
เหตุใดนายหญิงจึงแสดงท่าทางเลื่อมใสเขาเช่นนี้เล่า?
“ท่านอุตส่าห์เดินมาหาถึงที่ ได้โปรดอภัยให้อาตมาด้วยที่มิอาจลุกขึ้นต้อนรับได้”
แม้นักพรต