น้ำเสียงของหลงเทียนอวี้เจือด้วยโทสะ แม้แต่ชิวอวี้ที่เป็นคนนอกยังอดที่จะเหลือบมองเขาไม่ได้
ทว่าหลินเมิ้งหยากลับก้มหน้าทำงานต่อราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น
ชิวอวี้ทำได้เพียงแค่นหัวเราะขมขื่นในใจ คาดว่าอ๋องอวี้ที่เป็นคนรักแรงหึงแรงจะต้องเกลียดเขาเข้าไส้แล้วอย่างแน่นอน
เฮ้อ เหตุใดเขาจึงต้องเข้ามาอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ด้วยนะ?
เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองเอาไว้ ชิวอวี้จึงตัดสินใจรับภารกิจในการตักเตือนทั้งสอง
“เฮ้อ คือว่า…พระชายา เมื่อครู่เจ้าเย็นชาไปหน่อยหรือไม่?”
มองสายตาฉงนงงงวยของหลินเมิ้งหยา ชิวอวี้หัวเราะก่อนจะเอ่ยต่อ
“ข้าหมายถึง แม้พวกเราจะต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ถึงกระนั้นก็ควรมีเวลาคุยกันดีๆ ฉะนั้นข้าคิดว่าเจ้าลองไปอธิบายให้ท่านอ๋องเข้าใจดีหรือไม่ เขาจะได้ไม่เข้าใจผิด”
หลังจากได้ฟังคำพูดของชิวอวี้ หลินเมิ้งหยาครุ่นคิดราวหนึ่งนาที ก่อนจะสลัดทิ้งไป
“มีอะไรต้องอธิบายหรือ? ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรุงยา”
เมื่อเห็นว่าการโน้มน้าวของตนเองไม่ได้ผล ชิวอวี้จึงส่ายหน้า
เขารู้แต่แรกแล้วว่าแม้หลงเทียนอวี้จะโดดเด่น แต่ถ้าหากเขาคิดจะใช้ชีวิตกับหลินเมิ้งหยาไปตลอดรอดฝั่งแล้วล่ะก็ เช่นนั้นพวกเขาทั้งคู่ต้องปรับตัวเข้าหากัน
หวังว่าการปรุงยาในคราวนี้จะทำให้พวกเขามองเห็นสิ่งนี้
นับตั้งแต่วันที่หลินเมิ้งหยาปิดประตูตำหนักเพื่อศึกษายารักษาฮ่องเต้ บรรยากาศในจวนอ๋องพลันเริ