อีกหรือไม่?”
หลินเมิ้งหยาลุกไปนั่งข้างหน้าต่างพลางทอดตามองผู้คนที่กำลังยกของกันวุ่นวายอยู่ภายนอก ถึงอย่างไรเงินที่จ่ายไปก็เป็นเงินของชิวอวี้ ฉะนั้นนางจึงไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย
หันหน้ากลับไปมองชายหนุ่มผู้มีสีหน้าไม่พอใจ
อยู่ๆ ชายคนนี้ก็โผล่มา สีหน้าท่าทางของเขาเสมือนคนกำลังอดทนอดกลั้น แม้กระทั่งชุดสีขาวที่เขาสวมใส่ก็รับกันได้ดีกับสีผิวนวลเนียนดั่งเต้าหู้
แต่คำว่าคุณหนูที่ออกจากปากเขากลับทำให้นางรู้สึกหงุดหงิด
ราวกับ…นางเป็นตัวการที่บีบบังคับให้เขาต้องยอมจำนน
พยายามแสดงสีหน้าอ่อนโยน หลินเมิ้งหยาจ้องชายตรงหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงโศกเศร้า
“ข้าเคยติดเงินเจ้าหรือไม่? แม้ข้าจะมีความจำที่ไม่ดี แต่ถ้าหากข้าทำสิ่งใดผิดต่อเจ้า เช่นนั้นเจ้าได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
ชายคนนั้นมิได้ตอบกลับ แต่ทำเพียงยืนนิ่งเสมือนรูปปั้นดินเผา
เมื่อรู้ว่าการแสดงของตัวเองล้มเหลว นางจึงชักหน้ากลับแล้วนั่งลงข้างหน้าต่าง ก่อนจะจิบชากินขนมต่อ
“เจ้าบอกว่าจะใช้แผนจักจั่นลอกคราว แล้วเหตุใดจึงไม่ใช่การแอบหลบซ่อนตัวอยู่ในตู้ใบนั้นเล่า? อีกอย่าง เจ้านั่งอยู่ข้างหน้าต่างมานานแล้ว ฮัดชิ่ว…เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร?”
แม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศภายนอกกลับยังหนาวเหน็บ
ห้องนี้มีเตาอั้งโล่วางถึงสามอัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจคลายความหนาวเหน็บจากหน้าต่างที่หลินเมิ้งหยาเปิดกว้างได้
ชิวอวี้สวมชุดขนเพียงพอนสีเทา สายตาเปี่ยมไปด้ว