งป๋ายซูและซูหลาน
“ข้าน้อยรู้ดีว่าพระชายาไม่อยากได้บันทึกชีพจรของฮ่องเต้อย่างแน่นอน แต่พระชายาอาจไม่รู้ว่านับตั้งแต่วันที่ฮ่องเต้ทรงพระประชวร พวกขุนนางทรยศมากมายอยากรู้อาการของฮ่องเต้เพื่อหาประโยชน์ส่วนตน”
ขณะเอ่ย สายตาของเขาหันไปจ้องหลงเทียนอวี้
แต่เมื่อสบสายตาเย็นชาคมกริบของหลงเทียนอวี้ เขาก็ไม่กล้าจ้องอีกเป็นครั้งที่สอง
“เช่นนั้นก็น่าแปลก สกุลหลินของข้าจงรักภักดีต่อต้าจิ้น ฟู่จวินของข้าเองก็เป็นองค์ชายของฮ่องเต้ ไม่ว่าจะมองทางใด ข้าก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องกระทำการเช่นนั้นมิใช่หรือ?”
ราวกับหลงเทียนอวี้เข้าใจแล้วว่าหลินเมิ้งหยาต้องการจะทำสิ่งใด
องครักษ์คนนั้นคิดว่าหลินเมิ้งหยากำลังหาทางดิ้นรนเอาตัวรอดเท่านั้น
ราวกับรู้ว่านางต้องการจะสื่ออะไร เขาจึงร้องขัด
“พระชายาย่อมไม่คิดหักหลังบ้านเมืองอย่างแน่นอน แต่คนของพระชายาอาจทำให้พระชายาผิดหวังก็เป็นได้ บางทีพระชายาอาจไม่รู้ว่าสาวใช้ของพระชายาทั้งสอง คนหนึ่งมาจากเมืองเลี่ยหยุนตี้ นางเป็นคนของกลุ่มลึกลับเลี่ยอิ้ง ส่วนอีกคนเป็นลูกของภรรยาอนุสกุลมู่หรงทางฝั่งเหนือ ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าพวกนางสองคนจะทรยศ”
หลินเมิ้งหยารู้สึกแปลกใจ นางรู้จักตัวตนของป๋ายซูดี
แต่ซูหลานเล่าว่านางเติบโตในวังหลวงมิใช่หรือ? เหตุใดนางจึงกลายเป็นทายาทของสกุลมู่หรงได้เล่า?
ความฉลาดทำให้นางสะกดความสงสัยเอาไว้ในใจ หลินเมิ้งหยายังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับว่ามิเคยเกิดเหตุ