วังหลวงมิขาดแคลนคนมีความสามารถ ทว่าหลินเมิ้งหยากลับรู้สึกดีและเลื่อมใสชายผู้ซึ่งไร้ท่าทางอ้อนแอ้นอย่างขันทีคนอื่นๆ ผู้นี้ยิ่งนัก
“พระชายาใจกว้างยิ่งนัก เรือนหลังนี้ผุพังซอมซ่อ เชิญพระชายาเสด็จตามข้าน้อยมาเถิด”
แม้หลินเมิ้งหยาความเคารพตนเอง ทว่าอวี้เฉียงกลับมิได้แสดงท่าทางลำพองใจ
มุมปากจุดยิ้มเล็กน้อยเหมือนต้อนรับแขกทั่วไป หลินเมิ้งหยาและป๋ายซูรีบตามเขาไป ทั้งสามเดินผ่านซากปรักหักพัง
“ที่นี่คือ….”
หลินเมิ้งหยามองบรรยากาศด้านหลังเรือนเล็กด้วยความตกตะลึง
ดอกเหมยแดงสวยสดราวกับสีของเปลวไฟ ดอกเหมยขาวบริสุทธิ์ดุจดั่งหิมะ ดอกเหมยสีเหลืองนวลแซมอยู่ตรงกลางงดงามสบายตา ทั้งที่อยู่ในช่วงฤดูหนว แต่พวกมันกลับบานสะพรั่งอย่างงดงาม
“ข้าน้อยอายุมากแล้ว ร่างกายพลอยอ่อนแอตาม ดังนั้นจึงมิอาจถวายงานรับใช้เจ้านายในวังหลวงได้อีก แต่เพราะนายหญิงเหมิงมิคิดทอดทิ้ง ดังนั้นจึงให้ข้าน้อยดูแลต้นเหมยเหล่านี้ บางทีนี่อาจเป็นงานสุดท้ายที่ข้าน้อยจะได้รับใช้เจ้านายในวังแล้ว”
แม้น้ำเสียงของอวี้เฉียงจะฟังดูอ่อนน้อมถ่อมตน แต่หลินเมิ้งหยากลับสัมผัสได้ถึงร่องรอยของความรู้สึกสมเพชเวทนาตนเองของเขา
สายตาจับจ้องชายร่างซูบผอมตรงหน้า ท่าทางการเคลื่อนไหวของเขาหาได้เหมือนคนอ่อนแอแต่อย่างใด นางสัมผัสได้ว่ากงกงคนนี้จะต้องมิใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
“มิเป็นเช่นนั้นหรอก ต้นไม้ต้นหญ้าในวังหลวงล้วนบานสะพรั่งงดงาม ทั้งที่พวกมันมีโอกาสรอดในฤ