หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา ก่อนจะพบว่ามันคือสมุดภาพวาด
หลินเมิ้งหยาพลิกดูทีละภาพ…ภาพตำหนักหลิวซิน
ทั้งเสี่ยวป๋าย เสือน้อย นางและสาวใช้ทั้งสี่ มีกระทั่งภาพท่านอาจารย์ซึ่งกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในห้องหิน
ทั้งที่นางเพิ่งจะจากมาเพียงไม่กี่วัน แต่นางกลับคิดถึงคนในจวนอวี้เหลือเกิน
ริมฝีปากเผยรอยยิ้มแทนความรู้สึกภายในใจ แม้แต่ป๋ายซูเองก็หันหน้ามามองด้วยความสงสัยว่าสมุดภาพเล่มนั้นคือภาพอะไร
“นี่…ตำหนักของพวกเรามิใช่หรือเจ้าคะ? คิดไม่ถึงเลยว่าท่านอ๋องจะใส่ใจถึงเพียงนี้”
ดวงตาของหลินเมิ้งหยาเปล่งประกายเสมือนมองเห็นอัญมณีล้ำค่า ทั้งที่มันเป็นเพียงภาพวาดขาวดำเท่านั้น แต่ทว่ากลับมีความหมายมากกว่าคำพูดเยินยอมากกว่าร้อยเท่าพันเท่า คำบางคำที่มิอาจพูดออกมาได้ แต่กลับสื่อความหมายอย่างลึกซึ้งผ่านปลายพู่กัน
“แค่เขียนจดหมายก็พอแล้วนี่นา เหตุใดท่านอ๋องจึงต้องเสียแรงโดยไร้ประโยชน์เช่นนี้?”
ป๋ายซูหยักยิ้มขณะมองภาพวาดพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“บางทีอาจเพราะท่านอ๋องรู้สึกว่าไม่อยากพูดเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้ออกมาตรงๆกระมัง”
หลังจากชื่นชมภาพวาดเสร็จ หลินเมิ้งหยาก็นำไปเก็บเอาไว้อย่างดี
นับวันนางยิ่งไม่เข้าใจหลงเทียนอวี้ เขามักทำเรื่องไม่คาดฝันเสมอ แต่ถึงกระนั้นเขาก็มักจะมีเหตุผลของตนเอง
เก็บของเอาไว้อย่างดี หลงเทียนอวี้ส่งของใช้มาให้บางส่วนและเงินจำนวนไม่น้อย ดูเหมือนเขาจะรู้ดีว่าวังหลวงแห่งนี้จำเป็นต้องใช้สิ่งใดบ้า