ี่องค์ชายถูกปองร้าย แสดงว่าจะต้องเป็นเจตนาของใครบางคน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้พระสนมปกป้ององค์ชายทั้งวันทั้งคืนก็มิอาจปกป้องเขาเอาไว้ได้”
เสียนเฟยพยักหน้าลง หลินเมิ้งหยาพูดในสิ่งที่นางเป็นกังวล
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นผู้ประสงค์ร้ายต่อองค์ชายของนางทั้งที่อยู่ในวังหลวง
“พระชายารับสั่งถูกแล้ว แต่ฮวาเอ๋อร์ยังเด็ก หากส่งเขาไปเลี้ยงนอกวังหลวง เช่นนั้นพวกข้าสองแม่ลูกก็คงมิอาจได้เจอกันอีก ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดอะไรขึ้นกับฮวาเอ๋อร์ แล้วข้าจะมีชีวิตต่อไปได้เช่นไร”
ขณะพูด หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อล้นออกมา ท่าทางน่าสงสารจับใจ
การแยกจากกันระหว่างแม่ลูกเป็นเรื่องที่เจ็บปวดจนมิอาจทานทน เสียนเฟยเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอคนหนึ่งที่ใช้ความน่าสงสารมาขอร้องผู้อื่น
หากเป็นแต่ก่อนหลินเมิ้งหยาคงไม่สนใจนาง แต่เพราะนางเห็นแก่หน้าของอิงฮวา หลินเมิ้งหยาจึงทำได้เพียงต้องช่วยนาง
ก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ย
“หากองค์ชายสิบยังคงฉลาดเฉลียวมีไหวพริบเช่นนี้อาจจะกลายเป็นหนามยอกอกของใครบางคนเอาได้ แต่ถ้าหากองค์ชายสิบหวาดผวาอย่างหนักเพราะถูกทำร้ายจากเหตุการณ์ในคราวนี้ หลังจากตื่นขึ้นมาแล้วจึงกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือน เช่นนั้นภัยอันตรายก็อาจจะน้อยลงมิใช่หรือเพคะ?”
หลินเมิ้งหยามิจำเป็นต้องเอ่ยสิ่งใดอีก
เสียนเฟยเป็นคนฉลาด มิเช่นนั้นอิงฮวาคงไม่ฉลาดเฉลียวและมีไหวพริบเช่นนี้ หลังจากเสียนเฟยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงเข้าใจความหมายท