จ้าไม่ต้องตามข้าไป ได้ยินหรือไม่?”
หากเป็นแต่ก่อน ไม่ว่านางไปที่ใดก็มักจะมีคนห้อมล้อมอยู่เสมอ
เหตุเพราะวันนี้รู้สึกว้าวุ่นใจ นางจึงอยากออกไปเพียงคนเดียว
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะนายหญิง? ด้านนอกอากาศหนาว ร่างกายของท่านบอบบาง หากถูกลมหนาวจนเจ็บป่วยจะทำเช่นไร?”
คนแรกที่ไม่ยินยอมคือป๋ายจี แต่หลินเมิ้งหยายังคงดึงดัน ดังนั้นจึงไม่มีใครหยุดนางได้และต้องจำใจปล่อยนางไปเพียงคนเดียว
ถอดชุดหรูหราออก สวมเพียงชุดสีแดงธรรมดาๆ แม้แต่ทรงผมก็มิได้ตกแต่งแต่อย่างใด
ปักเพียงปิ่นหยกสีขาว ท่าทางของนางมิต่างจากคุณหนูผู้ดีคนหนึ่ง
เดินออกจากจวนมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ ถนนสายนี้ค่อนข้างครึกครื้น หลินเมิ้งหยาเดินไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมายปลายทาง
ไม่ว่าจวนอวี้หรือกลุ่มสามสหาย สิ่งเหล่านี้เป็นเส้นทางชีวิตที่นางต้องเลือกในโลกใบนี้ก็เท่านั้น
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดวันนี้นางจึงรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน
เดินผ่านถนนใหญ่มาที่มุมถนนแห่งหนึ่ง อยู่ๆ สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นต้นเหมยแดง ดอกเหมยบานสะพรั่งสวยงาม สีแดงของมันชวนมองยิ่งนัก
หลินเมิ้งหยาขยับเข้าไปใกล้ มือสีขาวงดงามดั่งหยกเอื้อมไปสัมผัสดอกเหมย หยาดน้ำค้างหยดลงบนจมูกของนาง
“พระชายาชอบดอกเหมยอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ด้านหลัง เสียงใสเสียงหนึ่งดังขึ้น หลินเมิ้งหยาหมุนตัวกลับไปมองพลางตั้งท่าป้องกัน แต่นางกลับได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม
คนผู้นี้อายุราวยี่สิบกว่าปีเท่านั้