ึ้นระหว่างนี้และกลายเป็นจุดอ่อนให้ฮองเฮานำมาเป็นเครื่องต่อรองได้แล้วล่ะก็ ข้าเกรงว่าเจ้าจะหมดโอกาสเข้าวัง”
“แต่ท่านอ๋อง…”
“เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ข้าจะสั่งให้หลินขุยวางกำลังปกป้องตำหนักหลิวซินอย่างเข้มงวด หากไม่มีเหตุอันใด เจ้าอย่าได้ออกจากตำหนักเป็นอันขาด เจ้าจะต้องเห็นความสำคัญของเรื่องส่วนรวมเป็นหลัก”
หลินเมิ้งหยาเพียงแค่อยากหาตัวคนเหล่านั้นด้วยตนเอง ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนนอก เรื่องแบบนี้ควรจะให้คนในวงนอกจัดการเป็นการดีที่สุด
พูดจบ หลงเทียนอวี้ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องหลักของตำหนักหลิวซินไปทันที
“ท่านอ๋อง แม้การเข้าวังหลวงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ป๋ายหลี่อู๋เฉินเป็นคนบ้าคลั่ง หากเขาทำร้ายผู้บริสุทธิ์เล่าเจ้าคะ?”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ แม้นางจะไม่รู้ว่าป๋ายหลี่อู๋เฉินจะเดินหมากเช่นไรต่อไป แต่นางรู้ว่าเขาจะต้องลงมืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ เลิกเอะอะโวยวายได้แล้ว ข้าจะจัดการปัญหานี้เอง”
คิ้วของหลงเทียนอวี้ขมวดเข้าหากัน เขาตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา สายตาที่จ้องมองหลินเมิ้งหยาเสมือนคนหมดความอดทน ก่อนที่เขาจะเดินออกจากตำหนักหลิวซินไป
ความผิดหวังถาโถมเข้ามา ก่อนที่ความว่างเปล่าจะเกิดขึ้นในหัวใจ
นางเคยชินกับหลงเทียนอวี้ที่มักตามใจและรับฟังคำพูดของนาง ต่อให้นางจะเอะอะโวยวายหรือแสดงความเห็นแก่ตัวก็ตาม
ยืนชะงักอยู่หน้าประตู สายตามองตามแผ่นหลังของหลงเทียนอวี้ที่ค