ในที่สุดเขาก็พูดเข้าประเด็น หลินเมิ้งหยาครุ่นคิดแต่มิได้เอ่ยอันใดออกมา
หลังจากได้ปะทะกับซินหลีอยู่หลายครั้ง หลินเมิ้งหยาพอจะเดาได้ว่าเสี่ยวอวี้มิใช่คนของสกุลซิน
หากนางจำไม่ผิดแล้วล่ะก็ ราชนิกุลของเมืองเลี่ยหยุนเองก็สกุลหวานเหยียน
หรือเสี่ยวอวี้จะเป็นหนึ่งในราชนิกุล?
“เสี่ยวอวี้อยู่ต่างบ้านต่างเมืองมานานหลายปี ดังนั้นรากฐานของเขาจึงไม่มั่นคง หากพวกเจ้าผลักดันให้เขาไปยืนอยู่แนวหน้า เกรงว่าเขาจะตกเป็นเป้าหมายของทุกคน เช่นนั้นพวกเจ้าจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร? ข้ามิอาจทนเห็นเขาได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย หากพวกเจ้ายืนกรานจะพาเขากลับไป เช่นนั้นข้าอยากให้พวกเจ้ารับปากกับข้าว่าพวกเจ้าจะปกป้องเขาด้วยชีวิต”
เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับราชวงศ์หรือราชบัลลังก์ของฮ่องเต้ เสี่ยวอวี้จะกลายเป็นเสี้ยนหนามของพวกเขาเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวอวี้อาศัยอยู่ที่ต้าจิ้นมานานหลายปี เขาหาได้มีกำลังสนับสนุนที่เชื่อถือได้
หากเขากลับไป บางทีอาจถูกครหาในทางที่ไม่ดีก็เป็นได้
“พวกเราได้หาทางออกเรื่องนี้เอาไว้แล้ว นายน้อยอายุยังน้อย ดังนั้นจึงถูกเลี้ยงดูที่ต่างบ้านต่างเมือง แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมพบเห็นได้บ่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่รู้เรื่องราวภายในในเวลานั้นเองก็จากโลกนี้ไปหมดแล้ว เพียงแต่นายน้อยเคยออกงานในวังหลวงกับชายาอวี้อยู่บ่อยครั้ง บางทีอาจมีคนจดจำใบหน้าของเขาได้”
หวานเหยียนเลี่ยเองก็กังวลเรื่องนี้ แม้สกุลหลิ