กกระด้างกระเดื่องใส่เขา
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงผู้หญิงคนนี้เอ่ยปาก นายน้อยจะเชื่อฟังนางมากถึงเพียงนี้
ตกลงนี่เป็นเรื่องดีหรือร้ายสำหรับเมืองเลี่ยหยุนกันนะ?
เพียงเสี่ยวอวี้เดินออกจากประตูไป สีหน้าของหลินเมิ้งหยาเปลี่ยนแปลงไปทันที
จ้องชายตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สายตาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง
“พวกเรามาคุยเปิดอกกันเลยเถิด ข้าเป็นคนพาเสี่ยวอวี้มาอยู่ที่นี่ ซ้ำเขายังมีสถานะเป็นบุตรบุญธรรมของสกุลหลินแล้ว หากพวกเจ้าคิดจะพาตัวเขากลับไปเพื่อกลับไปยังวงศ์ตระกูลเดิมที่เขาจากมา ข้าก็มิคิดหักห้าม แต่ถ้าหากพวกเจ้าคิดจะหลอกใช้เด็กคนนี้ ข้าขอเตือนให้พวกเจ้าตัดใจเสีย พวกข้าสกุลหลินไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด ต่อให้พวกเจ้ามีอำนาจคับฟ้า แต่ก็อย่าคิดว่าจะแตะต้องเสี่ยวอวี้ของข้าได้”
หวานเหยียนเลี่ยคิดไม่ถึงเลยว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ จะมีท่าทางอหังการได้มากถึงเพียงนี้
คำพูดนี้ทำให้โทสะของเขาปะทุออกมา
“ฮึ ชายาอวี้ช่างอาจหาญยิ่งนัก เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฐานะของนายน้อยสำคัญกับเมืองเลี่ยหยุนของพวกข้าเช่นไร แต่ถ้าหากชายาอวี้คิดจะรั้งตัวเขาไว้แล้วล่ะก็ ต่อให้ต้องใช้กำลังพลเข้าโจมตี พวกข้าก็จะพานายน้อยกลับไปให้ได้”
บรรยากาศเย็นยะเยือก ทั้งคู่ไม่มีใครยอมใคร
หลินเมิ้งหยาแค่นหัวเราะเสียงเย็น นัยน์ตาปรากฏแววเยาะหยัน
“เมืองเลี่ยหยุนตี้อันแสนยิ่งใหญ่ แต่กลับต้องการให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งไปแบกภาระอันหนักอึ้ง ดูเหมือนพวกเจ้าจะอยากหาหุ่นเชิด