นางก็คงไม่ระริกระรี้อยู่กับเจ้าชิงหูนั่น นี่มันไม่ต่างอะไรจากการดูถูกท่านเลยแม้แต่น้อย!”
หลงเทียนอวี้หันไปมององค์ชายเจ็ดที่เป็นน้องชายของเขาราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
“ใครสอนให้เจ้าเอ่ยวาจาเช่นนี้”
คำพูดของหลงเทียนอวี้ทำให้ใบหน้าของหลงชิงหานแดงก่ำ ครู่ต่อมาเขาจึงเอ่ยเสียงแข็งกร้าว
“คือ….ข้า…มันคือคำพูดที่ออกมาจากก้นบึ้งในหัวใจของข้า! พี่สาม ต่อให้ท่านไม่ฟังข้า แต่อย่างน้อยท่านก็ควรฟังคำพูดของหมู่เฟยมิใช่หรือ?”
แววตาเปลี่ยนไป พยายามปิดบังความเจ็บปวดในใจ
หลงเทียนอวี้มองน้องเจ็ดของตนเองอย่างขมขื่น
“ต่อจากนี้ไปห้ามอยู่กับเจียงเฉิงและป๋ายหลี่อู๋เฉินอีก”
เห็นได้ชัดว่าพี่สามรู้เรื่องนี้ดี หลงชิงหานจึงพูดไม่ออก
ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่หลงชิงหานมีต่อหลินเมิ้งหยาโดยมากแล้วยังเป็นความรู้สึกชื่นชม
ไม่รู้ว่าเขาไปขลุกอยู่กับพวกป๋ายหลี่อู๋เฉินตั้งแต่เมื่อไหร่
ก่อนหน้านี้เขาไม่ใส่ใจเพราะคนเหล่านั้นมิได้สร้างเรื่องใหญ่โตแต่อย่างใด
ทว่าตอนนี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนเหล่านั้นจึงหันมาทำร้ายหลินเมิ้งหยา
“พี่สาม พวกเราก็แค่…”
“เรื่องของข้า ข้าย่อมรู้ดีที่สุด ชิงหาน ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าแต่ละคนล้วนมีเป้าหมายของตนเอง หากเจ้ามองไม่ออก เช่นนั้นเจ้าจะถูกหลอกใช้เอาได้”
แม้หลงเทียนอวี้จะไม่พูด แต่เขาก็รู้ความคิดของคนเหล่านั้นดี
พวกเขาหลอกใช้ความเป็นห่วงของหลงชิงหานที่มีต่อเขา
เขาเคยเตือนเจียงเฉิงและป๋ายหลี่อู๋