ิ้งหยายังอยู่รอดปลอดภัย คิ้วของชิงหูขมวดเข้าหากันแน่น ก่อนส่งเสียงตำหนิหลินเมิ้งหยา
“ข้า…ข้าแค่ดีใจ”
จับแขนของชิงหูแน่น หลินเมิ้งหยาทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ
คิดไม่ถึงเลยว่าร่างกายของนางจะอ่อนแอถึงเพียงนี้
“แม้จะดีใจแต่ก็มิควรทำเช่นนี้ ข้าตกใจแทบตายเลยนะเจ้าเด็กน้อย”
ดีดหน้าผากหลินเมิ้งหยา ชิงหูไม่อยากเห็นนางต้องเสี่ยงอันตรายอีก
หลังจากการชี้นำของหลินเมิ้งหยา พวกเขาค่อยๆ เก็บหญ้าชิงหลิงขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“เอาล่ะ ตอนนี้ได้ของครบแล้ว เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิด”
หลินเมิ้งหยาค่อยๆ วางหญ้าชิงหลิงลงในห่อผ้าอย่างทะนุถนอม
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด สายตาที่หลงเทียนอวี้มองนางจึงดูสับสน
“กลับค่าย”
หลงเทียนอวี้พาคนของตนเองหมุนตัวเดินจากไป
ทิ้งหลินเมิ้งหยาที่กำลังส่งยิ้มแข็งทื่อยืนอยู่กับที่
ผู้ชายคนนี้แปลกเหลือเกิน เพียงพริบตาเดียวก็กลับกลายเป็นคนเย็นชา
“เจ้าเด็กน้อย มานี่เถิด มานั่งม้ากับข้า”
ชิงหูยื่นมือเข้ามาโอบตัวหลินเมิ้งหยาเข้าในอ้อมกอด
เมื่อสายลมเย็นพัดกระทบร่าง เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายของหลินเมิ้งหยาเย็นเฉียบและแข็งทื่อ
หันไปมองทางหลงเทียนอวี้ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร หากเป็นไปตามการคาดเดาของเขา เช่นนั้นเขาจำเป็นต้องไปคุยกับหลงเทียนอวี้ดูสักตั้ง
ความโกรธปะทุขึ้นในใจ
หลงเทียนอวี้พยายามควบคุมลมหายใจของตนเอง คิดไม่ถึงเลยว่าพิษของชายชุดดำเหล่านั้นจะแปลกประหลาดถึงเพียงนี้
แขนของเขาเพียงแต่ถูกกรีดเล็กน้อ