อน นางจึงถูกอนุภรรยาทั้งสองกลั่นแกล้ง
ดังนั้นของที่อยู่ในหีบสมบัตินี้จะต้องถูกพวกนางแย่งไปจนหมดอย่างแน่นอน
หากมิใช่เพราะนางกับพี่สาวยังมีของเก่าเก็บ เกรงว่านางคงจะมิมีหน้าออกไปข้างนอกอีก
“เด็กโง่ นี่เป็นของที่พี่สาวของเจ้าเก็บเอาไว้ให้ เจ้าเอาไปด้วยเถิด อีกอย่างหนึ่งคือป้ายหยกแขวนเอวของข้า หากมีมัน เจ้าจะสามารถเข้าออกจวนอวี้ได้อย่างอิสระ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวข้า ดูซิว่าจะยังมีใครกล้ารังแกเจ้าอีกหรือไม่”
ปลดป้ายแขวนที่เอวออก แต่ก่อนนางสามารถพกป้ายแขวนนี้ไปที่ใดก็ได้
“ไม่ ไม่ ท่านพี่หลิน ข้าจะเอาของของท่านไปไม่ได้”
ขณะที่คิดจะดันกลับ นางกลับเหลือบไปเห็นมือข้างที่พันเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวของหลินเมิ้งหยา
ทว่าหลินเมิ้งหยากลับใช้มือนี้ยื่นของให้กับนาง
เหตุเพราะกลัวจะเผลอไปโดนบาดแผลของหลินเมิ้งหยา ดังนั้นเยว่ฉีจึงยอมเก็บป้ายหยกแขวนแต่โดยดี
“พี่หลิน เหตุใดมือของท่านจึงได้รับบาดเจ็บ?”
สูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าปอด บาดแผลถูกพันเอาไว้อย่างแน่นหนา
เยว่ฉีรู้สึกเจ็บปวดใจ ค่อยๆ จับมือของนางมาวางบนมือของตนเอง หยาดน้ำตาเอ่อล้นอยู่บนขอบตา
“ไม่เป็นไร พวกนางพันแผลมากเกินพอดีแต่เพียงเท่านั้น ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ว่าแต่…เจ้าบอกว่ามีข่าวดีจะบอกข้ามิใช่หรือ?”
นางรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพราะไม่อยากทำให้เยว่ฉีร้องไห้
“ไอหยา ข้าเกือบลืมไปแล้ว”
เยว่ฉีตบหน้าผากตัวเอง รีบหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกจากแข