ก็ถลึงตาใส่ชิงหู แม้ที่ตำหนักแห่งนี้จะมีคนมากมาย แต่คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดกลับเป็นนางเพียงคนเดียวเมื่ออยู่ไปนานวันเข้า นางจึงกลายเป็นผู้อาวุโสประจำตำหนักแม้แต่ชิงหูเองก็ต้องไว้หน้านางเช่นเดียวกัน“จริงสิป๋ายจี เรื่องที่ข้าบอกให้ตามครอบครัวของเจ้ามาพบ เจ้าหาคนส่งข่าวไปแล้วหรือยัง?”หลินเมิ้งหยาลิ้มรสอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย อันที่จริงชิงหูเป็นผู้เตรียมอาหารเหล่านี้ด้วยตนเองวันนี้ทั้งวัน คนในตำหนักยังไม่ได้กินข้าวเลยแม้แต่คนเดียวไม่ว่าพรุ่งนี้จะต้องเจอกับเรื่องอะไรแต่วันนี้ท้องต้องอิ่มก่อน“ยังเลยเจ้าค่ะ ช่วงนี้งานที่จวนค่อนข้างยุ่ง ข้ากลัวพวกเขาจะมาสร้างความวุ่นวาย”สีหน้าของป๋ายจีเผยให้เห็นความลำบากใจหลินเมิ้งหยาหัวเราะแล้วหันไปทางป๋ายซ่าว“จริงสิป๋ายซ่าว ข้าจำได้ว่าเจ้ายังมีแม่กับน้องชายและน้องสาวใช่หรือไม่?”ป๋ายซ่าวชะงัก มีสีหน้าลังเล“เช่นนั้นเจ้าเรียกครอบครัวของเจ้ามาที่ด้วยกันเลยเถิด ข้ามีเรื่องรบกวนครอบครัวของเจ้า”เรื่องนี้เพิ่งจะพูดคุยกับป๋ายจีและป๋ายซ่าวพร้อมกันต่อหน้าอันที่จริงพวกนางทั้งสี่คนล้วนเหมือนกัน ป๋ายจีกลัวว่าป๋ายซ่าวจะคิดว่าหลินเมิ้งหยาลำเอียงทว่าป๋ายซ่าวกลับไม่เคยคิดเช่นนั้น หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพักนางกลับส่ายหน้า“อย่าดีกว่าเจ้าค่ะนายหญิง ครอบครัวของข้า…พวกเขาเป็นคนหยาบกระด้าง ไม่อาจทำงานเป็นชิ้นเป็นอันได้ เกรงว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะลำบากนายหญิงเปล่าๆ เจ้าค่ะ”
“เมื่อเกิ