ิงด้วย”ป๋ายซูพยักหน้าลง มือเล็กซ่อนใต้แขนเสื้อมีเพียงหลินเมิ้งหยาที่รู้ดีว่าป๋ายซูมีอาวุธติดตัวอยู่สองชิ้นชิ้นแรกคือกระบี่อ่อนที่นางคาดเอาไว้บริเวณเอว ส่วนอีกชิ้นคือกริชอาบยาพิษใต้แขนเสื้อดังนั้น นางจึงสามารถเดินหน้าเพื่อโจมตีและถอยร่นเพื่อปกป้องได้ในเวลาเดียวกันแม้จะอยู่ในรถม้าขนาดเล็กแต่ก็มิใช่ปัญหา“เจ้าเคยต่อกรกับนักฆ่าแห่งเถาฮวาอู๋หรือไม่?”หลินเมิ้งหยากระซิบถามป๋ายซู อีกฝ่ายครุ่นคิดก่อนจะตอบ“เคยได้ยินมาว่าเถาฮวาอู๋แบ่งนักฆ่าออกเป็นเซียนสี่ระดับ ระดับสูงสุดคือเทียนจื่อ ระดับต่ำสุดคือหวงจี๋ ถ้ามองจากฝีมือการต่อสู้ของข้า หากต้องเผชิญหน้ากับเซียนระดับเทียนจื่อ เกรงว่าจะต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มี”ป๋ายซูวิเคราะห์ด้วยความใจเย็น ทำให้หลินเมิ้งหยาเกิดความมั่นใจมากขึ้นนางเดาได้ว่านักฆ่าที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มองครักษ์จะต้องไม่ใช่ยอดฝีมืออย่างแน่นอนตอนที่เดินผ่านเหล่าองครักษ์ นางได้ยินเสียงสนทนาที่ว่าใต้เท้าเหล่านั้นตายลงด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไปทั้งถูกวางยาตาย ถูกอาวุธโจมตี ทั้งหมดล้วนทำอย่างลับๆ
ฉะนั้น หลินเมิ้งหยาที่อยากรู้เหตุการณ์จึงต้องปลอบโยนนางก่อนเป็นอันดับแรก
มองใบหน้างดงามของชายาอวี้ อีกทั้งรอยยิ้มอ่อนโยนไร้ซึ่งเจตนาร้าย ฮูหยินจงละล่ำละลักเล่าให้เหตุการณ์เมื่อครู่ให้ฟัง“ตอนแรกหม่อมฉันกับท่านพี่นั่งคุยเรื่องเรื่อยเปื่อยกันอยู่ข้างในรถม้า อยู่ ๆ ท่านพี่ก็เบิกตากว้าง ต่อมาข้าได้เ