ขึ้น”
ทันทีที่หลินเมิ้งหยาพูดจบ เยว่ถิงก้มหน้าลงเพราะความเขินอาย ท่าทางขวยเขินของนางดึงดูดสายตาของผู้คนเสียยิ่งกว่าดอกโบตั๋นสีสดงดงามทางด้านนอก
หากพี่ชายได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นวาสนาของเขาแล้ว
หลินเมิ้งหยาเอ่ยปลอบโยนเยว่ถิงอีกสองสามประโยค ก่อนจะพาคนของตัวเองกลับจวน
“นายหญิงเจ้าคะ ฮูหยินเยว่มีภูมิหลังเช่นไร เหตุใดนางจึงเย่อหยิ่งถึงเพียงนี้?”
บนรถม้า ป๋ายจีขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่สาวใช้อีกสามคนก็นึกสงสัยเช่นกัน
“ฮูหยินเยว่เป็นสตรีจากตระกูลหนึ่ง ได้พบรักกับท่านลุงเยว่ ก่อนจะแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยา แต่นางเป็นเพื่อนเล่นกับฮองเฮาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้ที่อยู่ใกล้ชาด ก็จะมีสีแดงดั่งชาด ผู้ที่อยู่ใกล้หมึก ก็จะมีสีดำดั่งหมึก พวกเจ้าลองตรองดูว่านางจะมีอุปนิสัยเช่นไร?”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาแก้ไขข้อสงสัยของสาวใช้ทั้งสี่อย่างกระจ่างแจ่มแจ้ง
แม้แต่ป๋ายซูที่เพิ่งเข้ามาอยู่ด้วยกันยังพยักหน้าลง ราวกับว่ารู้สึกคาดไม่ถึงกับอุปนิสัยใจคอของฮูหยินเยว่
“พวกเจ้าอย่าได้คิดว่าท่านลุงเยว่จะเป็นคนอ่อนแอเหลาะแหละเชียว อันที่จริงเขาเพียงแค่รักและให้เกียรติฮูหยินเยว่เท่านั้น แต่หลายปีมานี้ฮูหยินเยว่เริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้น นางเริ่มกลืนกินอำนาจของท่านลุงเยว่ช้าๆ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสามปีก่อน ท่านลุงเยว่แต่งงานรับเอาภรรยาอนุเข้ามาอยู่ด้วย เกรงว่าเรื่องนี้จะอีกสาเหตุที่ท