คะ เปิ่นกงอยู่ที่นี่สุขสบายดี”
แม้จะเป็นเพียงการถามไถ่ตามมารยาท แต่ถึงกระนั้นพระสนมเต๋อเฟยก็ไม่เผยร่องรอยของความรู้สึกใดๆ ออกมา
เคยชินกับการปฏิบัติตัวให้สง่างามอยู่เสมอเหมือนดั่งเช่นตอนที่ยังอยู่ในรั้วในวัง ราวกับว่านางไม่เคยลืมตัวเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เสด็จแม่ที่อยู่ในพระราชวังเองก็คิดถึงพระสนมเช่นกัน”
ร่องรอยของความเย็นชาปรากฏขึ้นในแววตาของไท่จื่อ แต่ถึงกระนั้นหลงเทียนอวี้กลับพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกของตนเองเอาไว้ในใจ
“ไท่จื่อได้โปรดลงโทษหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันมัวแต่ยุ่งวุ่นวาย อีกทั้งยังไม่รู้ว่าไท่จื่อชอบเสวยอาหารชนิดไหน ดังนั้นจึงพยายามครุ่นคิดและทำออกมาอยู่นาน ไท่จื่อได้โปรดอย่าขำอาหารที่หม่อมฉันทำเลยนะเพคะ”
หลินเมิ้งหยารีบร้อนเข้ามา ร่างกายสวมใส่ชุดสีฟ้าเขียวที่ทำให้คนมองรู้สึกสบายตา
ความเย็นชาบนใบหน้าถูกลบออกไป รอยยิ้มสดใสร่าเริงเข้ามาแทนที่
นางมิได้ดูเหมือนหญิงสาวที่แต่งงานออกเรือนแล้ว แต่กลับเหมือนหญิงสาวทั่วไปที่มีความร่าเริงงดงาม ความงามของนางทำให้หลินเมิ้งหวู่ดูหม่นหมองไปในทันที
สายตาของไท่จื่อและหลงชิงหานล้วนจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างของหญิงสาวอรชรอ้อนแอ้นตรงหน้า
ทว่านางกลับส่งยิ้มหวานหยดย้อยแล้วนั่งลงข้างกายของหลงเทียนอวี้
“ท่านอ๋อง หากข้าทำออกมาได้ไม่ดี ท่านจะต้องขอร้องไท่จื่อแทนหม่อมฉันนะเพคะ”
น้ำเสียงออดอ้อน ทว่าคิ้วของหลงเทียนอวี้กลับเลิกสูงขึ้น
เอียงหน