ากขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงแดด
ทว่าซ่างกวนฉิงกลับรู้สึกอึดอัดใจราวกับต้องกลืนแมลงวันเป็นๆ เข้าปาก
เหมือน! เหมือนเหลือเกิน!
นังแพศยาคนนั้นใช้ความงามล่มเมืองทำให้ท่านโหวหลงใหล
ไฟอิจฉาริษยาที่สั่งสมมานานหลายปีภายในหัวใจพลันปะทุขึ้นอีกครั้ง จากเปลวไฟกลายเป็นเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาให้มอดไหม้
“ข้ามิกล้า แต่ถึงกระนั้นวันนี้เจ้าได้เป็นถึงพระชายาอวี้แล้ว ข้าคงมิได้อยู่ในสายตาของเจ้าอีกต่อไป”
เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินเมิ้งหยา ซ่างกวนฉิงพยายามกักเก็บอาการร้อนรุ่มในหัวใจและทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดีคนหนึ่ง
ได้เป็นพระชายาอวี้แล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรก็ยังต้องรู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ดี มิเช่นนั้นคงถูกผู้คนประณาม
“ท่านแม่พูดอะไรกัน ข้าเคยมองท่านอยู่ในสายตาด้วยหรือ? ท่านแม่…ข้าวางท่านเอาไว้ในใจต่างหาก ท่านว่าจริงหรือไม่?”
ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของซ่างกวนฉิงกลายเป็นสีแดงก่ำระคนขาวซีดในเวลาเดียวกัน
ทั้งที่นางกำลังเอ่ยวาจาเยาะเย้ยตนเอง แต่ตนเองกลับไม่อาจหาทางเอาผิดนางได้
“พระชายา เรือนแห่งนี้ทั้งเก่าและทรุดโทรม สู้ให้ฮูหยินหลินไปอาศัยอยู่ในเขตพระตำหนักของพระสนมเต๋อเฟยสักสองสามวันดีหรือไม่เจ้าคะ?”
จิ่นเยว่รีบเอ่ยทำลายความกดดัน แม้นางจะล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระชายาและแม่เลี้ยงเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้พวกนางยืนอยู่ในที่แจ้ง หากใครผ่านไปผ่านมาแล้วเห็นเข้าจะถูกหัวเราะเยาะเอาได้
ทว่าหลินเมิ้งหยากลับฉีกยิ้ม ก่อ