าสายตาที่จ้องมองมากลับอ่อนโยน ไม่เหมือนกับสายตาเกลียดชังของฮองเฮา
“ไม่ต้องมากพิธี เปิ่นกงตามเจ้ามาก็เพราะต้องการถามอะไรเจ้าเล็กน้อย”
ยังไม่ทันที่จะได้พูดสิ่งใดออกมา น้าจิ่นเยว่รีบเข้าไปกระซิบข้างหูพระสนมเต๋อเฟยสองสามประโยค
“หรูฉิน! เจ้าไร้มารยาทถึงขั้นนี้เชียวหรือ กิริยามารยาทหรือกฎระเบียบที่พ่อเจ้าพร่ำเพียรสั่งสอนมิได้ซึมเข้าสมองของเจ้าเลยหรืออย่างไร!”
น้ำเสียงเปลี่ยนไป แม้แต่สีหน้าก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
พระสนมเต๋อเฟยที่คิดจะเค้นถามหลินเมิ้งหยากลับกลายเป็นเริ่มอบรมสั่งสอนหรูฉินแทน
เจียงหรูฉินที่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนงงเป็นไก่ตาแตก ชะงักงันอยู่กับที่พลางจ้องมองป้าของตนเองด้วยแววตาสิ้นหวัง นางยังปรับตัวไม่ทันว่าตกลงเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
“ช่างเถิดเพคะหมู่เฟย หรูฉินเพียงแต่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะเท่านั้น ท่านอย่าได้โกรธเคืองไปเลย เดี๋ยวจะส่งผลเสียต่อสุขภาพเพคะ”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยวาจาอ่อนโยนปลอบโดยพระสนมเต๋อเฟย ใบหน้าขาวนวลเนียนแฝงไว้ซึ่งความจริงใจ
นางเดินเข้าไปยืนข้างกายพระสนมเต๋อเฟย นวดคลึงไหล่บาง ข้อมือสีขาวราวเกล็ดหิมะเผยให้เห็นรอยช้ำสีดำด่างดึงดูดสายตา
“เจ้า…เจ้าใส่ร้ายข้า!”
เจียงหรูฉินเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น นังแพศยาคนนี้แกล้งทำรอยช้ำที่ข้อมือแล้วโยนความผิดให้กับนาง
มือหนึ่งคว้าข้อมือของหลินเมิ้งหยา อีกมือยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ด แต่นางคาดไม่ถึงเลยว่ารอยช้ำจะไม่หา