งคิดว่ารังของเถาฮวาอู๋จะต้องนำแนวคิดเช่นนี้มาปรับใช้อย่างแน่นอน”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยออกมาโดยไร้ซึ่งความตื่นเต้น ในสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อทำให้เหล่านักศึกษาสำนึกรักประเทศชาติ ดังนั้นอาจารย์จึงเปิดหนังสงครามสมัยโบราณให้ดู
เห็นได้ชัดว่าประเทศเรืองอำนาจในสมัยนี้ยังมิมีผู้ใดรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์เมื่อห้าพันปีก่อนเหมือนนาง
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้ทุกคนในห้องอ่านหนังสือตกอยู่ในความว่างเปล่า
จะบอกว่านางพูดจาเพ้อเจ้อก็ได้ หรือจะบอกว่านางสติเลอะเลือนก็ดี
ทว่าคำพูดของพระชายากลับทำให้พวกเขาฉุกคิดขึ้นมาได้
“คือว่า…เพราะเหตุนี้เมื่อปีก่อนตอนที่ข้าพาทหารเข้าไล่ล่ามือลอบสังหารของเถาฮวาอู๋จนจนมุม เขาจึงกระโดดลงน้ำไปและไม่กลับขึ้นมาอีกเลย พวกเราส่งทหารหลายร้อยคนลงไปงมหา แต่กลับไม่พบสิ่งใด อีกทั้งยังมีคนเล่าขานกันว่าพวกภูตผีปีศาจมาชิงวิญญาณของมือลอบสังหารเถาฮวาอู๋ไป”
หลินเมิ้งหยาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องเล่าขานเช่นนี้
อันที่จริงเรื่องภูตผีปีศาจล้วนเป็นเรื่องที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น
แม้แต่คนที่ฉลาดเฉลียวอย่างหลงเทียนอวี้ยังอดที่จะสงสัยไม่ได้ในบางครั้ง
“พระชายาละเอียดรอบคอบมิเคยมองข้ามแม้เพียงเศษฝุ่น ป๋ายหลี่อู๋เฉินผู้นี้ขอน้อมรับความพ่ายแพ้อย่างจริงใจ”
ชายสวมใส่ชุดสีเขียวโค้งคำนับ พร้อมทั้งจดจำชื่อของหลินเมิ้งหยาให้ขึ้นใจ
ชายคนนี้มีใบหน้าหล่อเหลาชวนมอง หากมองอย่างผิวเผินจะรู้สึกแค่ว่าเขาเป็นเพีย